Thursday, November 29, 2007

พาสต้าอบกับมะเขือเทศ และ มอสซาเลล่าชีส

อาหารสไตล์นี้เป็น comfort food อย่างหนึ่งค่ะ ชีสนิ่มๆ ยืดๆ เป็นอาหารที่ชอบค่ะ เพราะชอบทาน มอสซาเลล่าชีส พอเห็นสูตรนี้ก็เลยชอบมากๆ เพราะมี ชีสเยอะจริงๆค่ะ (ถ้าชอบทานชีสคงอยากทำเหมือนกันใช่ไหมคะ) สูตรนี้มาจาก หนังสือ JAMIE'S ITALY, โดยJamie บอกว่า เป็น Italian school lunch (ว่าไปก็อยากทานทุกเที่ยงเหมือนกันนะคะ), แต่ทานไปดู ทีวีไปก็ไม่เลวค่ะ เพราะด้านบนมีชีสนิ่มๆ ทานตอนอุ่นๆกำลังอร่อยเลยค่ะ

พาสต้าอบกับมะเขือเทศ และ มอสซาเลล่าชีส

Serve 4





เกลือ พริกไท สำหรับปรุงรส


น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ (extra virgin olive oil)

1หัว

หอมหัวใหญ่ ปอกเปลือก แล้วสับ

2กลีบ

กระเทียม สับ

1 ถึง 2เม็ด

พริกแห้ง บด

1.5 กิโล

มะเขือเทศสุก หรือมะเขือเทศกระป๋อง ขนาด400g 3 กระป๋อง


ใบโหระพา


( 1 tablespoon red wine vinegar จะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ค่ะ)

400g/14oz

พาสต้ารูปหู (orecchiette)

2 ถ้วย

พาเมอซานชีส ( Parmesan cheese)

3 x l50g

มอสซาเลล่าชีส (mozzarella)



เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 200°C/400°F/gas 6

เทนำ้มันมะกอกลงในกระทะ ใส่หอม, กระเทียม และพริกลงไปผัด ไฟอ่อนประมาณ 10นาที จนนิ่มแต่ไม่ต้องเหลือง พักไว้ แล้วต้มน้ำ

ในกรณีที่ ใช้มะเขือเทศสด ให้ตัดจุกออก แล้วนำลงต้มในน้ำประมาณ 40 วินาที จนเปลือกเริ่มหลุด นำขึ้นจากน้ำแล้ว ใส่ลงในชามแล้วเทน้ำเย็นลงไป ลอกเปลือกออก บีบเม็ดออก แล้วสับใส่ มะเขือเทศสด หรือ มะเขือเทศกระป๋อง ลงในหม้อ ใส่หอมและกระเทียมที่ผัดไว้ พร้อมกับน้ำ 1 ถ้วย (150 ml.) ต้มประมาณ 20 นาที แล้วนำไปบดใน food processor จนละเอียด แล้วฉีกใบโหระพาใส่ลงไป ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไท ( ถ้าใช้ red wine vinegarด้วยก็ใส่ตอนนี้ละคะ) ปรุงรสให้ถูกใจนะคะเพราะรสชาติหลักมาจากซอสนี้

พอซอสรสชาติดีแล้ว ให้ต้มน้ำแล้วต้มพาสต้า ตามที่บอกมาในห่อนะคะ หลังจากพาสต้าเสร็จแล้ว ก็เอาขึ้นจากน้ำ แล้วคลุกกับซอสครึ่งส่วน และพาเมอซานชีส 1ถ้วยแล้วใส่พาสต้าเป็นชั้นๆ ลงในถาดที่ขนาดพอเหมาะ เทซอสลงเป็นชั้นวางทับด้วย มอสซาเลล่าชีสที่ฝานเป็นชิ้น วางเป็นชั้นจนหมด แล้ววางชีสจำนวนพอเหมาะลงด้านบนอบในเตาอบประมาณ 15-20นาที จนเหลืองสวย

จาก: JAMIE'S ITALY

Tuesday, November 27, 2007

นิตยสารเก่าๆ ตำราอาหารเก่า

เริ่มจะมีนิสัยแปลกๆมากขึ้นหลังจากมี Blog,คือตอนนี้ชอบรื้อนิตยสารอาหารเก่าๆมากขึ้นค่ะ แล้วก็คิดว่าทำไมไม่ได้ลองทำสูตรพวกนี้บาง (ความจริงคือบางเล่มยังไม่ได้อ่านเลยก็มี) ก็เลยคิดว่าจากนี้ไปจะเริ่ม เอามาลง บางเล่มเป็น 10 ปีแล้วก็มีค่ะ (สะสมนิตยสารด้วย) แต่ไม่ได้แปลว่าจะไม่ใช้สูตรในตำราอาหารนะคะ แค่บอกไว้ว่าอย่าแปลกใจที่เห็นว่าที่มาของสูตรเก่ามากๆ เท่านั้นเองค่ะ

แต่สูตรวันี้ไม่เก่าเท่าไหร่ค่ะ (2ปีคงไม่มากนะคะ)Buttery crescent rolls ทำไม่ยากค่ะมีรูปจากหนังสือให้ดูด้วย

BUTTERY CRESCENT ROLLS

(ขนมปังรูปวงพระจันทร์)

ทำได้ 2 โหลค่ะ



¾ cup เนยจืด เตรียมไว้เพื่อ ชามและ plastic wrap ด้วยนะคะ, กับอีก 2 tablespoons ละลายไว้ทาขนมปังค่ะ

1 ¼ cups นมจืด

¼ cup vegetable shortening(เนยขาว แนะนำให้ใช้อย่างดีนะคะ Crisco ก็ดีค่ะ ไม่มีกลิ่นแปลกๆ)

¼ cup + 1 tablespoon น้ำตาล

2½ teaspoons เกลือ

2teaspoons instant dry yeast

¼ cup น้ำเปล่า

2 ไข่ไก่

5½ cups แป้งอเนกประสงค์ เพื่อโรยที่พื้นโต๊ะด้วยนะคะ (ประมาณ 390g-410g)



  1. วางกระดาษรองอบไว้บนถาด 2ใบ ทาชามขนาดใหญ่ด้วยเนยแล้วพักไว้ นำนม, shortening, น้ำตาล, เนย, และเกลือ ใส่ลงในหม้อขนาดกลางแล้วนำขึ้นตั้งไฟปานกลาง คนเรื่อยๆจนน้ำตาลละลายหมด แล้วตั้งทิ้งไว้ให้เย็น
  2. ผสม instant yeast ลงในแป้งคนให้เข้ากัน ใส่น้ำลงในส่วนผสมของนมที่ใส่ไว้ในอ่างผสมของเครื่องตี ใส่ไข่ลงไป ลดความเร็วเครื่องแล้ว ใส่แป้งลงไป เพิ่มเป็นสปีดปานกลางแล้วตีให้แป้งเข้ากันเป็นก้อน ใช้เวลาประมาณ 1-2 นาที
  3. นำ dough วางลงบนโต๊ะที่โรยแป้งไว้ นวดจนเนียน ประมาณ5 นาที แล้วนำไปใส่ไว้ใน ชามทาเนยที่เตรียมไว้ ทิ้งไว้ให้ขึ้นประมาณ 1ชม.
  4. รีดแป้งให้ได้ขนาด13X2o นิ้ว ตัดให้ตรง ตัดครึ่ง แล้วตัดให้เป็นสามเหลี่ยม แถวละ 12อัน (ฐานกว้างประมาณ 3นิ้ว). ดึงเบาๆให้ยาวประมาณ 2 ถึง3 นิ้ว แล้วม้วนโดยเริ่มจากด้านยาว แล้ววางลงในถาด ที่เตรียมไว้ ให้แต่ละอันห่างกัน 1นิ้ว โดยด้านที่มีปลายอยู่ด้านล่าง ใช้ plastic wrap ที่ทาเนยไว้วางคลุมไว้ ทิ้งไว้ให้ขึ้น 2 เท่าประมาณ 1 ชม.
  5. เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 350°F (180°C). ทา rolls ด้วยเนยละลาย (ที่เอามาลงรูปใช้ egg washค่ะ, เพราะสีสวยกว่า , ทำได้โดยการผสมไข่ 1ฟองกับน้ำ 1ช้อนโต๊ะ). อบจนสีเหลืองสวย ประมาณ 20 นาที.ทิ้งให้เย็นเล็กน้อย ประมาณ5 นาที แล้วเสริฟ

จาก: Martha Stewart Living Magazine

ฉบับ: November 2005

Sunday, November 25, 2007

ขนมปังปอนน์ จาก Bread Machine

อย่างที่บอกนะคะว่า bread machine สะดวกมาก (โดยเฉพาะเวลาขี้เกียจเล็กน้อย), แต่ถ้าอยากได้ผลดี ก็ต้องลงแรงหน่อยนะคะ สูตรนี้ได้มาจากหนังสือ : ホームベーカリーだから美味しい!黄金の配合率でつくる焼きたてパン(Golden Delicious Bread ! from The Bread Machine) ชื่อของขนมปังคือ :ミルク たつぷり パン.オ.レ ( ขนมปังนม). ในหนังสือใช้เครื่องทำนะคะ แต่พอเอามาอบเองในเตาอบจะอร่อยขึ้นมากค่ะ ( ถ้าจะอบในเครื่องก็ได้ แต่พอเราเอามาขึ้นรูปใส่พิมพ์ ฟองอากาศจะกระจายตัวทั่วกว่า ทำให้เนื้อขนมปังดีกว่าค่ะ)

พอดีมีพิมพ์ใหญ่ก็เลย double สูตร ใช้พิมพ์ Pullman (หรือที่เราชอบเรียกขนมปังปอนน์) ไม่ยากค่ะ เพียงแต่ต้องทาเนย มากๆเพื่อไม่ให้ติดพิมพ์ (จะชอบใช้เนยจืดมากกว่า shortening โดยส่วนตัวค่ะ)

ขนมปังปอนน์ จาก Bread Machine

4 X 4 X 12 inches Pullman pan




Small

4 X 4 X 12 inches Pullman pan




นมสด

210 ml.

420 ml.

แป้งขนมปัง

250 g.

500 g.

น้ำตาล

20 g.

40 g.

เนยจืด

20 g.

40 g.

เกลือ

4.5 g

9 g.

Instant Yeast

2.8 g

5 g.

นำส่วนผสมทั้งหมดใส่ลงในเครื่อง แล้วเลือก dough making program.

ทาเนยให้ทั่วพิมพ์ รวมทั้งฝาพิมพ์ด้วย พักไว้

เมื่อ dough program เสร็จ, เอาdough ออกจากเครื่อง ไล่อากาศออกจาก doughเล็กน้อยโดยการกดแป้ง

นำ dough วางลงบนพื้นที่โรยแป้งไว้ ใช้ที่รีดแป้งรีดให้เป็นแผ่นขนาด 12 X 8-นิ้ว ม้วนแป้งให้เป็นทรงกระบอก พยายามจับให้ด้านข้างเท่ากัน ปิดรอยแยกโดยการกลิ้งไปมา แล้ววางลงในพิมพ์โดย ด้านที่มีรอยแยกไว้ด้านล่าง,ปิดฝาพิมพ์ โดนเว้นช่องไว้เล็กน้อย



รอให้ขึ้นจน dough มีขนาด ¾ ของพิมพ์, ประมาณ 30 นาที ขณะเดียวกันเปิดเตาอบรอไว้ที่อุณหภูมิ 200°C.

ปิดฝาแล้วนำเข้าอบ จนขนมปังมีสีเหลืองสวยประมาณ 45 นาที

พักไว้ประมาณ10 บนตระแกรง เอาขนมปังออกจากพิมพ์ รอจนเย็นแล้วจึงหั่น



สูตรจาก: ホームベーカリーだから美味しい!黄金の配合率でつくる焼きたてパン

Saturday, November 24, 2007

Home Bakery


เวลาคนญี่ปุ่นพูดถึงเครื่องทำขนมปังจะใช้คำนี้ละค่ะ และจากวิธีที่ใช้ก็น่าจะเป็นเบเกอรี่ได้เลยค่ะ เพราะว่าใช้ ทำขนมปังได้หลายแบบ สำหรับตัวเองก็ใช้เครื่องทำขนมปังบ่อยค่ะแต่ใช้นวดมากกว่า ที่จะอบในนั้น เพราะว่าเนื้อขนมปังจะดีกว่า (สำหรับตัวเองไม่ชอบแต่ของคนอื่นอาจทำแล้วได้ผลดีก็ได้) แต่ใช้เครื่องทำขนมปังก็สะดวกดีนะคะ เพราะเครื่องจะควบคุมทั้งการนวด และอุณหภูมิ (แต่อย่างเมืองไทยร้อนตลอดคงไม่ต้องการเท่าไหร่ ยกเว้นในครัวเปิดแอร์นะ) ในหนังสือบางเล่มแนะนำว่าใช้เครื่องนวดดีกว่าใช้มือนวดอีก ใช้เครื่องทำขนมปังเหมาะที่สุดสำหรับ วันที่ขี้เกียจ แล้วก็สำหรับขนมปังบางสูตรค่ะ แต่ไม่ใช่ว่าทุกสูตรจะสามารถใช้เครื่องได้นะคะ เพราะความชื้น จะต้องมากกว่าสูตรที่นวดด้วยมือค่ะ แต่ถ้ามีสูตรของเครื่องแต่อยากลองทำด้วยมือ แนะนำให้ใส่ของเหลวทีละน้อย แล้วค่อยๆนวดค่ะ

แต่ว่าถ้าได้สูตรมาใหม่ต้องทดลองดูนะค่ะ อาจต้องปรับให้เข้ากับเครื่องของเราเพราะ แต่ละเครื่องอาจจะมีการทำงาน ที่ต่างกัน



Pictures from: Japanese cookbook

ขนมปังที่ทำจากเครื่องทำขนมปัง.

Friday, November 23, 2007

BASIC PASTRY INGREDIENTS WEIGHTS AND MEASURES

สำหรับคนที่ต้องการใช้การชั่งน้ำหนักแทนการตวงนะคะ ตารางนี้มีประโยชน์ค่ะ ได้มาจากหนังสือ The Pie and Pastry Bible เขียนโดย Rose Levy Beranbaum และอีกนิดหน่อยจาก The Professional Pastry Chef: Fundamentals of Baking and Pastry เขียนโดย Bo Friberg. ใช้สำหรับแปลงสูตรตวงเป็นน้ำหนัก โดยหลักอย่างหนึ่งคือ ต้องรู้ว่าผู้เขียนตวงโดยการตักแป้งใส่ถ้วย หรือใช้ถ้วยตัดแป้งโดยตรงแล้วปาด แล้วพอใช้ตารางไปสักพักก็จะสามารถปรับสูตรอาหารได้ง่ายขึ้น ก็พิมพ์ออกไปใ้ช้ได้นะค่ะแค่จัดหน้าให้เท่ากับกระดาษ A4ค่ะ

แผ่นที่:1

แผ่นที่:2


From:The Pie and Pastry Bible and The Professional Pastry Chef: Fundamentals of Baking and Pastry

Thursday, November 22, 2007

กะหรี่ฟั๊ฟ

สูตรนี้ พี่สาวคนสวยที่อยู่อังกฤษอยากได้ค่ะ (สงสัยจะคิดถึงรสชาติ) แต่กว่าจะลงได้ต้องขอทดลองก่อน
แป้งของกะหรี่ฟั๊ฟ ทำโดยการซ้อนแป้ง 2 อย่างค่ะ ทำให้เกิดเป็นชั้นเวลาทอด ไม่อธิบายอย่างอื่นนะคะ เรารู้จักกันดีอยู่แล้ว

Curry Puff
กะหรี่ฟั๊ฟ
(ทำได้ 30ชิ้น)


ใส้
น้ำมัน 15 ml
มันฝรั่ง (หั่นเป็นลูกเต๋าขนาด ½ นิ้ว) 250 g
หอมใหญ่ (หั่นเป็นลูกเต๋าขนาด ½ นิ้ว) 150 g
แครอท (หั่นเป็นลูกเต๋าขนาด ½ นิ้ว) 100 g
น้ำตาล 15 g
ซี้อิ้ว 15 ml
ผงกระหรี่ 2 tsp
พริกไท 1/2 tsp
เกลือ ⅛ tsp
(ปรุงรสได้ตามชอบค่ะ)
เริ่มต้นโดยการนึ่ง มันฝรั่ง, แครอท ให้สุกแล้วพักไว้ค่ะ
ใส่น้ำมันลงในกระทะ นำหอมใหญ่ ลงผัดจนหอม และนิ่ม ใส่ มันฝรั่ง, แครอทลงผัด ใส่เครื่องปรุงรส ผัดให้เข้ากันปรุงรสอีกที เมื่อเสร็สแล้วพักไว้
เริ่มทำแป้งกันดีกว่าค่ะ


แป้งกะหรี่ฟั๊ฟ
-แป้งตัวนอก
แป้งอเนกประสงค์ (ร่อน) 290 g
น้ำตาล 2 tbsp
น้ำเย็น 125 ml
เกลือ 1 tsp
น้ำมัน 100 ml
-แป้งตัวใน
แป้งอเนกประสงค์ 150 g
น้ำมัน 60 ml

น้ำมันสำหรับทอด

ทำแป้งตัวนอกโดยการ ผสมแป้งและน้ำมันเข้าด้วยกัน ใส่น้ำตาลเกลือลงในน้ำ คนให้เข้ากัน แล้วเทลงในแป้ง นวด ให้เนียน แล้วแบ่งเป็น 15 ชิ้น (ประมาณ 30 g/ ชิ้น). คลุมด้วยผ้า
ทำแป้งตัวใน โดยนวด แป้งและน้ำมันเข้าด้วยกัน จนเนียนแล้วแบ่งเป็น 15 ชิ้น (ประมาณ 13 g/ ชิ้น)
จะทำกะหรี่ฟั๊ฟกันแล้วนะคะ




ตบแป้งตัวนอกให้แบน วางแป้งตัวใน กดเล็กน้อย แล้วหุ้มแป้งตัวในให้มิดต้วยแป้งตัวนอก
ใช้ไม้รีดแป้ง รีดแป้งเป็น วงรียาว แล้วม้วนให้เป็นแท่ง
รีดแป้งอีกรอบให้เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาว แล้วม้วนเป็นแท่งอีกรอบคราวนี้แน่นๆ
ตัดแป้งแบ่งครึ่ง เราจะได้แป้ง 2อันแล้วค่ะ ใช้ที่รีดแป้ง รีดเป็นวงกลม เล็ก เบาๆนะคะค่อยๆทำ
ใส่ใส้ประมาณ ½ - 1tsp ลงในแป้งพับครึ่ง แล้วจีบรอบให้มิดทำให้หมดทุกชิ้น
ทอดในน้ำมันร้อนปานกลางจนเหลืองสวย

KENTARO’S CHEESE CAKE


Komura Kentaro เป็น chefชาวญี่ปุ่นค่ะ เขามีชื่อเสียง ในความง่ายๆ แล้วก็ modern (ทำอะไรก็ดูง่ายไปหมด แล้วก็เร็วด้วย). ตำราอาหารเล่มนี้คือ: バーンと、うれしいおやつ (Brunch and Good Snack) มีสูตรง่ายๆมากมายค่ะ ( French toast, cookies, pound cake, pudding และอื่นๆ.). และถ้าอยากจะตามสไตล์ของเขาก็เริ่มต้นจากการครีม เนยด้วยมือเลยค่ะ.

ลองทำสูตรนี้มาหลายปีแล้วค่ะ (ได้หนังสือเล่มนี้มา4 ปีแล้ว.) แต่ก็ยังทำสูตรนี้อยู่บ่อยๆ ใช้มือทำขนมก็สนุกดีนะคะ แล้วก็ช่วยให้Cream cheese เนียนเร็วด้วยค่ะ สูตรนี้ไม่หวาน ออกเปรี้ยวหน่อยๆด้วย ดังนั้นทานกับ fruit compote, jam, preserve หรือ fruit toppingก็อร่อยดีค่ะ.


KENTARO’S CHEESE CAKE

20 cm cake ใน pie pan




Cream cheese, (ทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องให้นิ่มสักพักนะคะ) 200g

เนยจืด 40g

น้ำตาล 40g

ไข่แดง 3

น้ำมะนาว 1 tablespoon

ผิวมะนาว นิดหน่อย

แป้งเค้ก (ร่อน) 30g

ส่วนผสม Meringue

ไข่ขาว 3

น้ำตาล1 tablespoon


เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 160°C. ทาพิมพ์ด้วยเนย.

ตี cream cheese และเนยด้วยกัน ในชามขนาดกลาง ด้วยมือ (ok, ไม่ต้องก็ได้นะคะ ถ้าไม่อยากใช้มือเหมือน Kentaro). เมื่อ cheese และเนยเข้ากันดี ใส่น้ำตาล และตีให้เข้ากัน เทไข่แดงใส่ลงไป อย่างช้าๆ จนเข้ากันเนียนดี ใส่น้ำมะนาวและเปลือกมะนาว ใส่แป้งเค้ก พักไว้

ทำ meringue โดยใส่ไข่ขาวลงในชามสะอาด ตีด้วยที่ตีไข่จนเป็นสีขาวฟู ใส่น้ำตาล แล้วตีจนตั้งยอดอ่อน

ใส่ 1/3 ของmeringue ลงในส่วนผสมของ cream cheese mixture ตะล่อมให้เข้ากัน แล้วค่อยใส่ส่วนที่เหลือของ meringue ลงตะล่อมให้เข้ากันดี เทลงในพิมพ์ที่เตรียมไว้

ทำเข้าอบ 40-45 นาที จนกระทั่งเป็นสีเหลืองสวย และเค็กพองฟู (แต่จะยุบตัวลงหลังจากเอาออกจากเตานะคะ)

เสิร์ฟพร้อมกับfruit compote, jam, preserve หรือ fruit topping ก็ได้นะคะ ตามใจชอบ

Recipe from:バーンと、うれしいおやつby ケンタロウ

Apple Crumb Pie from Martha Stewart's baking handbook

สำหรับคนที่ชอบ crumb, อันนี้น่าจะถูกใจค่ะ พี่สาวชอบ crumbมากๆไม่ว่าจะเป็น crumb bread, crumbs cake, crumb pie บอกมาเถอะค่ะชอบทุกอย่าง ส่วนตัวแล้วชอบชิม crumb ก่อนเข้าอบค่ะ เพราะว่าถ้าไม่อร่อยตั้งแต่ตอนนี้ อบออกมาก็คงไม่อร่อยค่ะ ,(รสชาติก็จะคล้ายๆ shortbread dough อร่อยค่ะ) สูตรนี้มาจาก Martha Stewart's Baking Handbook, ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรนะคะ แต่มีข้อเสนอว่าถ้าชอบ crumb มากเหมือนกับที่พี่สาวของdailydelicious ชอบก็ใช้ crumb ทั้งหมดทำเป็น apple crumbleก็อร่อยค่ะ




Apple Crumb Pie

ทำได้ 9-inches pie




2 ½ pounds apples ปอกเปลือก, เอาเม็ดออก, แล้วตัดเป็นชิ้นขนาด ¼ นิ้วค่ะ

Almond Crumb Crust (มีสูตรอยู่ด้านล่างค่ะ)

2 tablespoons น้ำมะนาว

2 tablespoons เนยจืด, ตัดเป็นชิ้นเล็ก

cup น้ำตาล

¾ teaspoon ผงcinnamon(อบเชย)

¼ teaspoon nutmeg

¼ teaspoon เกลือ


เปิดเตาอบที่ 35 0°F (180°C). กด crumbs(ประมาณ 2½ cups) ให้แน่นและทั่วพิมพ์ขนาด 9นิ้ว ทั้งด้านล่างและขอบ กดให้แน่นจนถึงบริเวณขอบ นำเข้าแช่เย็นจนอยู่ตัว ประมาณ 15 นาที ใส่ apples, น้ำมะนาว, น้ำตาล, cinnamon, nutmeg, และเกลือ ลงในชามคลุกให้เข้ากัน เทลงในพิมพ์ที่เตรียมไว้.กองให้สูงตรงกลาง วางเนยลงให้ทั่ว โรย crumbs ที่เหลือ ให้มิดพิมพ์ (โดยกดให้จับตัวเป็นก้อน ไม่งั้นจะหลุดจากกันค่ะ)

นำเข้าอบ จนพาย เป็นสีเหลืองสวย และใส้เดือดประมาณ 1ชั่วโมง เสร็จแล้วค่ะ


Almond Crumb Crust

ทำพอดีสำหรับสูตรด้านบนค่ะ 9-inches pie

1 ½ cups แป้งอเนกประสงค์

1 cup + 2 tablespoons almonds ลอกเปลือกแล้ว ป่นละเอียด

½ cup + 2 tablespoons น้ำตาล

¼ teaspoon เกลือ

3/4 cup เนยจืด, ตัดเป็นชิ้นเล็ก

ใส่แป้ง, almonds, น้ำตาล และเกลือลงในชามใหญ่ คนให้เข้ากันด้วยที่ตีไข่ ใส่เนยแล้วตัดเนยให้เข้ากับส่วนผสมอื่นๆจนเป็นชิ้นเล็ก (โดยมีชิ้นใหญ่นิดหน่อยได้ค่ะ) ใช้นิ้วบีบให้ติดกันเป็นก้อนเท่าเมล็ดถั่ว ประมาณ ¾-นิ้วค่ะ สามารถแช่ตู้เย็นไว้ก่อนได้ถ้ายังไม่ใช้ทันที


สูตรจาก: Martha Stewart's Baking Handbook by Martha Stewart

Martha Stewart's Baking Handbook by Martha Stewart



มีหนังสือของ Martha Stewart แค่เล่มเดียวเองค่ะ ถึงจะสมัครสมาชิก นิตยสาร Martha Stewart’s living ก็ไม่ได้ซื้อตำราอาหารเล่มอื่นเลย แต่ไม่ใช่ว่าหนังสือของเธอไม่ดีนะคะ แต่ไม่รูสึกอยากได้เท่าไหร่ แต่สำหรับเล่มนี้ Martha Stewart's Baking Handbook ชอบมากเลยค่ะ

หนังสือเริ่มต้นด้วย รูปภาพของอุปกรณ์ และ techniques ที่จำเป็นในการทำขนมอบ (คือโดยทั่วไปน่าจะพอสำหรับ คนที่เพิ่งเริ่มต้นนะคะ). สูตรขนมเริ่มต้นจาก สูตรง่ายๆ simple baked goods, ตามด้วย cookies, cakes, pies tarts, cobblers และ crisps, ขนมทำด้วยyeast และ pastry. (กระทั่งสูตร wedding cake ก็มีนะคะ).

แต่สิ่งที่ชอบมากคือรูป รูปของจนมที่ไม perfect มาก เหมือนกับที่เราทำเองที่บ้าน ทำให้รู้สึกถึงความง่ายของการ ทำขนม แล้วถึงมันจะไม่ออกมาสวยเหมือนที่ซื้อมาจากร้าน มันก็ยังดี และดีต่อสุขภาพตรงที่ไม่ได้ใส่สารกันบูดหรือเคมีอื่นๆดังนั้น ลองเลือกสูตรสักสูตร แล้วลองทำดูสิคะ



Picture from: Martha Stewart's Baking Handbook

Easy Cream Shortcake

ทำbiscuit, scone และ shortcakeบ่อยๆเลยค่ะ เพราะง่ายแล้วก็ไม่ต้องใช้เวลานาน ส่วนใหญ่สามารถทำเสร็จได้ ในเวลาแค่30 นาที แล้วเวลาที่เพิ่งออกมาจากเตาอบนะคะ หอมจนอดยิ้มไม่ได้สักที สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่านวดแป้งมากไปค่ะ แค่ทำให้แป้งจับตัวและไม่มีรอยแยกมาก ก็พอแล้วสูตรนี้มาจากสูตร “Spiced Peach Shortcake” ในตำรา:"Biscuit Bliss: 101 Foolproof Recipes for Fresh and Fluffy Biscuits in Just Minutes" โดย James Villas. วันนี้ทำ shortcake อย่างเดียวค่ะ แต่แนบสูตรSpiced Peach topping มาด้วยเพื่อใครต้องการ


Spiced Peach Shortcake

ทำได้ 6 shortcakes



Shortcake:

แป้งอเนกประสงค์ 2 cups (260 g)

ผงฟู 1 tablespoon

น้ำตาลทราย 2 tablespoons

เกลือ ½ teaspoon

Heavy cream 1¼ cups

นมสำหรับทา

Whipped cream เวลาเสิร์ฟ


Topping:

peaches ขนาดกลาง,

ปอกเปลือก, เอาเมล็ดออก, แล้วตัดเป็นชิ้นประมาณ ½ -นิ้ว 5ลูก

นำ้ตาลทรายแดง ½ cup

Ground cinnamon ¼ teaspoon

Ground nutmeg teaspoon

กลิ่น almond หรือ vanilla extract (แนะนำให้ใช้แบบธรรมชาตินะคะ)⅛ teaspoon

น้ำมะนาว 2 teaspoons




1. ทำ topping,โดยใส่ peaches, น้ำตาลทรายแดง, cinnamon, nutmeg, almond extract, และน้ำมะนาว ลงในหม้อ คนให้เข้ากัน นำขึ้นตั้งไฟปานกลาง จน peaches นิ่มประมาร 10นาที นำลงจากเตา ปล่อยให้เย็น

2.เปิดเตาอบที่ 425°F (220°C).

3. ใส่ แป้ง ผงฟู น้ำตาลและเกลือ ลงในอ่างผสมขนาดกลาง คนให้เข้ากัน ด้วยที่ตีไข่ เทครีมลงไป คนให้เข้ากันจะแป้งเป็นก้อน เอา dough ออกจากอ่าง วางลงบนพื้นที่ โรยแป้งไว้เล็กน้อย นวดทบไปมาประมาณ 8 ครั้ง ตบแป้งให้แบนประมาณ ½ นิ้ว ตัดแป้งด้วยbiscuit cutterขนาด 3-นิ้ว กอบเศษแป้งที่เหลือรวมกันแล้วตัดจนได้ 6 อัน วางลงในถาด โดยมีช่างว่างระหว่างกันประมาณ 1นิ้ว ทาด้านบนด้วยนม นำเข้าอบ จนเหลืองสวย ประมาณ 15 นาที

4. แบ่ง Shortcakes เป็น 2ส่วน โดยวางส่วนล่างไว้ในจาน และราด peaches topping ไว้บน Shortcakes วางส่วนบนของ Shortcakes ลงบน peaches topping แล้ว ใส่ whipped cream(ที่ตีแล้ว)ลงในจาน เสิร์ฟทันที

Recipe from:"Biscuit Bliss: 101 Foolproof Recipes for Fresh and Fluffy Biscuits in Just Minutes" by James Villas

Crème brûlée for 3?

ถึงฟังดูแล้วประหลาด แต่สูตรนี้ Crème brûlée ได้แค่ 3 ถ้วยจริงๆค่ะ (แต่ว่าถ้าขนมที่ rich ขนาดนี้ น้อยๆก็ดีนะคะ). ไดสูตรขนมสูตรนี้มาจาก: 簡単だからおいしい!お菓子シンプルがこつの、冷たいお菓子から焼き菓子まで (Easy and Delicious Dessert). ตำราอาหารเล่มนี้ มีขนมที่ทำไม่ยาก หลายอย่างค่ะอย่างเช่น Mont Blanc, pumpkin pudding, cupcake, blanc- manger, และอี่นๆ สูตรจะทำได้น้อยๆนะคะ, แต่ก็ยังรู้สึกประหลาดใจกับตัวเลขอยู่ดี, ทำไมทำแค่ 3ถ้วย? สูตรอาหารส่วนใหญ่ จะเป็นเลขคู่ (2, 4, 6 หรือไม่ก็สำหรับ 1ไปเลย), ก็เลขรู้สึกแปลก. แต่พอทำแล้ว ก็เข้าใจแล้วค่ะ, ถ้วยแรกของเธอ ถ้วยที่2ของฉัน อีกถ้วยก็ของฉันเหมือนกันค่ะ
Crème brûlée
ทำได้ 3 ถ้วย



นม (whole milkไม่ใช่ low fat นะคะ)45 g
น้ำตาล 15 g
Heavy cream 200 g
ไข่แดง 45 g
น้ำตาล 20 g
ฝักVanilla 1/6
Brûlée Sugar:
น้ำตาลทรายแดง 20 g
น้ำตาล 10 g
เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 130°C.

นำนม , น้ำตาลทราย 15 g และ vanilla (ขูดเม็ดออกใส่ลงไปในหม้อด้วย) และ 50 g ของ cream ใส่ลงใน หม้อขนาดกลางนำขึ้นตั้งไฟกลาง รอจนเดือด นำลงจากเตา ใส่ครีมที่เหลือ (เพื่อลดอุณหภูมิลง) คนให้เข้ากันแล้วเอาฝัก vanillaออก
ใส่ไข่แดงลงในชามขนาดกลาง ตีให้เข้ากันกับน้ำตาล 20 g ตีจนสีเปลี่ยนเป็นสีครีมใส่ส่วนผสมของ cream ลงในชามอย่างช้าๆ คนให้เข้ากัน เทลงในถ้วยขนาด7 ถึง 8 3 ใบ
ใส่ถ้วยลงวางในถาด ที่รองด้วย paper towel เทน้ำร้อนลงให้ต่ำกว่าขอบถ้วยเล็กน้อย อบ 25 นาที แล้วลดี่อุณหภูมลงจนเหลือ 120°C แล้วอบต่ออีก 30 นาที เอาถ้วยออกจากเตารอเย็นแล้ว แช่ในตู้เย็นประมาณ 2 ชั่วโมง (หรือ 3 วัน).
นำ crème brûlée ออกจากตู้เย็น ผสมน้ำตาลทั้ง 2อย่างรวมกัน แล้วแบ่งให้เท่ากัน โรยให้ทั่วทั้ง 3ถ้วย นำ้ crème brûlée วางลงใน hot grill (หรือใช้ ิ torch) ละลายน้ำตาลจนเป็นแผ่นกรอบ
Recipe from:"簡単だからおいしい!お菓子シンプルがこつの、冷たいお菓子から焼き菓子まで" (Easy and Delicious Dessert) by 小嶋 ルミ

Wednesday, November 21, 2007

Avocado, anyone?

ชอบทาน avocado มากเลยค่ะ,ทานได้ทุกแบบเลย ทั้งสด, บดในสลัด,ใส่ในเค้ก, หรือแค่ราดด้วย condensed milk over it, yummy. ชอบความนิ่มของ avocado แล้วก็รสชาตินุ่มๆของมัน (พี่สาวชอบล้อว่าทานอาหาร แบบอาหารเด็ก เวลามันเละๆนะค่ะ) Avocadoดีต่อสุขภาพนะคะ เพราะมี monounsaturated fat ที่ช่วย ในการป้องกันโรคหัวใจได้ (ช่วยทำให้ HDL “good cholesterol”เพิ่มขึ้น, ป้องกัน มะเร็ง และช่วยรักษาสุขภาพตา, ดีมากเลยใช่ไหมคะ). ดังนั้น, วันนี้เรามาทาน avocado salad กันเถอะค่ะ, สดชื่นและดีต่อสุขภาพด้วย.


Guacamole Salad

(สลัดอโวคาโด แบบ Guacamole)

สำหรับ 4 ที่




ผักกาดแก้ว (หรือ 2 baby cos) 4

มะเขือเทศ (สไสด์)3ลูก

หอมหัวใหญ่(สับละเอียด) ½หัว

กระเทียม (สับ) 1กลีบ

ผักชี 1 tbs

avocados (หั่นเป็นชิ้น) 4 ลูก

มะนาว, หั่นครึ่ง 1ลูก

พริกป่น นิดหน่อย

Semi-dried tomatoes ในน้ำมัน 100 g

(โดยเอามะเขือเทศออกมาแต่เก็บน้ำมันไว้)



แบ่งผักสลัด, มะเขือเทศสด ไว้ในจานแล้วโรยด้วย หอมใหญ่สับ, กระเทียมสับ และผักชี วางอโวคาโด บนจาน แล้วบีบมะนาวลงบน อโวคาโด(เพื่อไม่ให้ อโวคาโด ดำ)โรยด้วย พริกป่น ปรุงรสด้วยเกลือพริกไท โรย semi-dried tomatoes แล้วราดด้วย น้ำมันของมะเขือเทศ ประมาณ

จาก: ABC delicious magazine September 2005

หน้า: 151

Tuesday, November 20, 2007

Poppy Seed Fruitcake

“poppy seed” อีกแล้วค่ะ ความนี้เป็น adaptation จาก “Lemon Verbena Scented Fruitcake” ในหนังสือ The Professional Pastry Chef: Fundamentals of Baking and Pastry โดย Bo Friberg,ใน original recipe จะเน้นกกลิ่นที่มาจาก lemon verbena, แต่สำหรับตัวเอง poppy seed เป็นตัวเอกค่ะ ส่วนตัวชอบ fruitcake ที่มีผลไม้แห้งเยอะๆ แต่ไม่ถึงกับเป็นก้อนผลไม้แห้งนะค่ะ แล้วก็ไม่ค่อยชอบ green, red candied cherry ด้วย. ก็เลยชอบเค้กสูตรนี้ (อย่างหนึ่งคือทำเอง จะใส่อะไรก็ได้ จะ ไม่ใส่อะไรก็ได้ ตามใจตัวเองค่ะ) ปรับสูตรนิหน่อยโดยการใส่ candied mango และ apricot แห้งลงไปด้วย พอดีคุณแม่ไม่ชอบ พวก spice ก็เลยไม่ใส่ค่ะ แต่ก็ใส่ลงมาในสูตรเพื่อใครจะชอบนะคะ สูตรนี้ไม่มี brandy นะคะ ทานได้ทุกคน ตลอดปีเลย, เป็นของโปรดของหลานชายค่ะ



Poppy Seed Fruitcake

( เค้กผลไม้ใส่ Poppy Seed )

ทำได้ 2 ก้อน 25 x 7.5 x 7.5 cm




Candied mango 55 g

Dried currants 85 g

Light raisins 85 g

Candied orange peel, หั่นเป็นสี่เหลี่ยมเล็ก 55 g

Dried apricot, หั่นเป็นสี่เหลี่ยมเล็ก 55 g

Dark rum 60 ml

เนยจืด 340 g

น้ำตาลทราย 340 g

ไข่แดง 6

แป้งเค็ก 340 g

ผงฟู 2 ช้อนชา

เกลือ1 ช้อนชา

Poppy seeds 85 g

ไข่ขาว 6

Ground ginger ½ ช้อนชา

Ground nutmeg ½ ช้อนชา

Ground doves ½ ช้อนชา


ใส่ Candied mango, currants, raisins, candied orange peel, และ dried apricot ไว้ในชาม ใส่ rum แล้วคนให้เข้า กัน ปิดด้วยพลาสติก แล้วทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องประมาณ 1 ชั่วโมง

เปิดเตาอบไว้ที่อุณหภูมิ 190°C. รองพิมพ์ขนมด้วยกระดาษไข และทาเนยบางๆ

ใส่เนย, นำ้ตาลครึ่งส่วน(170g), และไข่แดง ลงในอ่างผสม. ตีจนเนยขึ้นฟู ร่อนแป้ง ผงฟู, spices (ถ้าใช้), และเกลือ; ใส่ poppy seed ผสมแป้งรวมกับผลไม้แห้ง (เพื่อไม่ให้ผลไม้ตกลงด้านล่างของเค้ก และช่วยให้แต่ละชิ้นแยกกัน).

ตีไข่ขาวกับน้ำตาลที่เหลือจนตั้งยอกอ่อน นำครึ่งหนึ่งของไข่ขาวใส่ลงไปในส่วนของเนยแล้วตามด้วย ใส่ส่วนผสมของแป้งและผลไม้แห้ง ตะล่อมให้เข้ากัน แล้วใส่ ไข่ขาวให้หมด ตะล่อมให้เข้ากันจนทั่ว

แบ่งส่วนของแป้งลงในพิมพ์ที่เตรียมไว้ นำเค้กเข้าอบประมาณ 1 ชั่วโมง หรือจนกระทั่งเค้ก ไม่ยุบตัวเวลาแตะเบาๆ (หรือใช้ไม้จิ้มก็ได้ค่ะ ถ้าไม่มีเศษเหลวๆติดออกมาก็คือใช้ได้) เอาเค้กออกจากเตาตั้งทิ้งไว้สักครู่แล้วจึงนำออกจากพิมพ์

(จะโรยด้วย powdered sugar นิดหน่อยก็ได้ แต่ส่วนตัวทานโดยไม่เพิ่มอะไรแล้วค่ะ)

Adaptation recipe from: “The Professional Pastry Chef: Fundamentals of Baking and Pastry” by Bo Friberg


The Professional Pastry Chef



เป้นคนที่ชอบตำราอาหารแบบ professional baking มากเลยค่ะ(จะใช้มากอยู่ 2เล่มค่ะคือ Baking and Pastry: Mastering the Art and Craft โดย Culinary Institute of America และ The Professional Pastry Chef: Fundamentals of Baking and Pastry โดย Bo Friberg ,อีกเล่มหนึ่งจาก Bo Friberg เหมือนกันคือ The Advanced Professional Pastry Chef เล่มนี้ไม่ค่อยได้ใช้ค่ะ แต่ซื้อมาเพราะชอบเล่มแรกของเขามาก ส่วนอีกเล่ม About Professional baking โดย Gail Sokol ได้อ่าน review ใน amazon แล้วก็เลยซื้อ แต่ไม่เคยลองทำอะไร จากเล่มนี้เลย แต่ว่าหนังสือมีข้อมูลเยอะมากค่ะ ) , ตำราอาหารเหล่านี้แตกต่างจาก TV chefs’ หรือ food writers’ นะคะ เพราะมีข้อมูลมากมาย ที่ควรจะรู้หากต้องการเป็น pastry chef หรือทำงานใน commercial kitchen การอ่านหนังสือเหล่านี้ช่วยเพิ่มความรู้มากเลย มี recipes มากมายหลายแบบ ที่ไม่เจอในตำราอาหารเล่มอื่น เช่นการทำ mascarpone cheese, ricotta cheese, sweetened condensed milk (นมข้นหวาน), fondant และพวกส่วนประกอบพื้นฐาน ของ pastry kitchen (ก็พอจะเข้าใจค่ะว่าคงไม่ใช่ทุกคน ที่จะลองทำของพวกนี้ที่บ้าน แต่รู้ไว้ก็ดีนะคะ) วิธีการทำขนมเขียนไว้อย่างละเอียด และสูตร เชื่อถือได้ ไม่ใช่ว่าเป็นคน serious นะคะ แต่ รู้สึกเหมือน มีเพื่อน(หรือครู) ที่ไว้ใจได้ อยู่ด้วย เพราะบางทีที่ได้สูตรใหม่ๆมาก็จะมาอ่านรายละเอียด หรือวิธีทำในหนังสือพวกนี้ด้วยค่ะ ช่วยให้มั่นใจมากขึ้น

แต่ก็มีข้อเสียนิดหน่อยค่ะ ตรงที่ สูตรส่วนใหญ่ จะเป็น large scale size เพราะเขียนไว้เพื่อใช้ใน commercial kitchen เวลาจะลองทำอะไร ก็ต้องมา scale down มันด้วย แล้วก็เคยคำนวณ พลาดผลก็เลยออกมาไม่ดีเท่าไร (แต่ว่าหนังสือ The Professional Pastry Chef: Fundamentals of Baking and Pastry ของ Bo Friberg, จะมีสูตร small scale in some recipe ให้ในบางสูตรนะคะ แล้วก็น่าสนใจตรงที่เขามีเรื่องเล่าในแต่ละ สูตรด้วย ก็เลยขอบเป็นพิเศษ). รูปปภาพค่อนข้างน้อยกว่าตำราอาหารทั่วไป ไม่มีอะไรให้เกิดแรงบันดาลใจเท่าไหร่ แล้วหนังสือหนักด้วย แต่ก็รักหนังสือพวกนี้มากเลยค่ะ

Sausage Rolls


ได้สูตรนี้มาจาก ESSE ( Japanese cooking magazine (ตุลาคม.2006)). เนื้อหาหลักคือ "ขนมปังแบบร้านเบเกอรี่ที่คุณสามารถทำเองได้" (แล้วถ้าดูจากรูปก็จะพบว่าง่ายจริงๆ). โดยเริ่มต้นจาก Basic Dough แล้วค่อยเพิ่มหรือลดส่วนผสม บางอย่างเราก็จะได้ขนมปังที่ต่างออกไปเป็นแบบใหม่ ฟังแล้วน่าสนใจใช่ไหมคะ ลองทำ 2-3 อย่างแล้วออกมาดีค่ะ แต่วันนี้จะ โชว์ sausage roll (โรลใส้กรอกค่ะ) ที่ทำแล้วหลายครั้ง dough ของขนมปังทำง่ายค่ะ ถ้าใครไม่เคยทำขนมปังก็ลองอันนี้ก่อนก็ได้ ทานเป็นอาหารเช้าหรือพกไปทานนอกบ้านก็ได้ อร่อยดีค่ะ (ทำได้แค่ 8 อันนะคะ ตามแบบสูตรน้อยๆของญี่ปุ่น)


Sausage Rolls

(โรลใส้กรอก)

ทำได้ 8 ชิ้น




แป้งขนมปัง 300 g

Instant dried yeast 5 g

น้ำตาล 10 g

เกลือ 6 g

เนยจืด (นิ่ม) 30 g

ไข่ 1ฟองเทรวมกับนมให้เท่ากับ 220-230 g

ใส้กรอก 8

ไข่ 1ฟอง น้ำเปล่า 2 ช้อนชา (egg wash)สำหรับทา


ใส่แป้งครึ่งหนึ่งลงผสมกับ Instant dried yeast ในชาม คนให้เข้ากัน ใส่น้ำตาล เกลือ แล้วคนอีกรอบ ใส่ส่วนผสมของไข่กับนม ลงไปในแป้ง ใช้พายยางหรือช้อนคันใหญ่คนให้ส่วนผสมเข้ากัน ใส่แป้งที่เหลือลงไป นวดเล้กน้อยให้แป้งจับตัวรวมกัน นำก้อนแป้งออกจากชาม นวดประมาณ 5 นาที ใส่เนยแล้วนวดจนเข้ากันดี (รวมเวลานวดทั้งหมด ประมาณ 10นาที) จนแป้งเนียน และนุ่ม

นำก้อนแป้งใส่ลงใน ชามที่ทาเนยไว้ พักแป้งไว้จนขึ้นประมาณ 2 เท่า (1 ชม-1 ชมครึ่ง แล้วแต่ความร้อนของอุณหภูมิืห้อง

นำแป้งออกจากชาม ตัดเป็น 8 ส่วน ปั้นเป็นก้อนกลม แล้วพักไว้ 10 นาที ใช้ rolling pin รีดแป้งให้แบนเป็นวงรี แล้ววาง ใส้กรอกไว้ตรงกลาง ตัดแป้งด้านข้าง ข้างละ 7 เส้น พับ แป้งทบกัน โดยสลับซ้ายขวา ทำจนหมดทุกอัน

วางขนมปังลงบนถาด ที่ทาเนยบางๆ เปิดเตาอบไว้ที่อุณภูมิ 200°C. ปล่อยให้ขนมปังขึ้นเกือบ 2เท่า ทาด้วย egg wash แล้วนำเข้าอบนาน 8 นาที ลดอุณหภมิลงเหลือ 180°C แล้วอบต่อ อีก 5 นาที

Japanese Cookbooks

มีตำราอาหาร ภาษาญี่ปุ่นเยอะมากค่ะ ตอนแรกชอบตรงที่สูตรอาหาร สูตรขนม จะค่อนข้างเล็ก (สูตรขนมของตำราอาหารภาษาอังกฤษมักจะเป็นสูตรสำหรับหลายคน หรือเค้กก็ค่อนข้างใหญ่มาก) ตำราอาหาร ภาษาญี่ปุ่น มักจะพอดีแค่ 4 คน (บางเล่มสำหรับคนคนเดียวด้วยซ้ำ) เค้ก, คุกกี้, และขนมปัง จะเป็นสูตรเล็กๆด้วย คือส่วนตัวชอบลองทำของใหม่ๆเรื่อยๆ ทำขนมแค่นิดหน่อย แล้วทานหมดในวันเดียวก็เลยดีกว่า

ตำราอาหารเหล่านี้ยังมีข้อดีอีกตรงรูปภาพแสดงวิธีการทำค่ะ รูปเยอะมาก มีรูปภาพแสดงตั้งแต่เริ่มทำ จนออกมาเป็นขนมเลย แล้วหนังสือก็น่ารักสไตล์ญี่ปุ่น

ตำราอาหารพวกนี้จะใช้การชั่งน้ำหนักมากกว่าการตวงค่ะ ถ้าหาซื้อ electronic scale ได้ก็ขอแนะนำเลยเพราะ จะช่วยให้หารทำขนมสะดวกขึ้นมาก แล้วเราจะได้มาลองสูตรด้วยกันนะคะ




Monday, November 19, 2007

The Pastry Queen

Royally Good Recipes from the Texas Hill Country's Rather Sweet Bakery & Cafe

โดย Rebecca Rather

ได้หนังสือเล่มนี้มานานแล้วค่ะ แต่ไม่เคยลองทำอะไรสักที (จริงๆมีมากไปจนลองไม่หมดมากกว่านะคะ ทั้งชีวิตก็คงไม่หมด), จริงๆชอบหน้าปกของหนังสือมาก (อันนี้เป็นเหตุผลที่แย่มากค่ะ แต่ต้องยอมรับความจริง) แต่หนังสือก็มีสูตรดีๆ เยอะนะคะ รูปก็น่ารักดี เป็นรูปของบรรยาการในร้าน (ดูแล้วลูกค้าของ Rather Sweet Bakery & Cafe จะมีความสุขมาก)ชอบดูค่ะ แต่วันนี้จะลองทำสักอย่างแล้วค่ะ เริ่มต้นด้วย Rather Rich Corn Muffins (มัฟฟินข้าวโพด) จาก:The Pastry Queen: Royally Good Recipes from the Texas Hill Country's Rather Sweet Bakery & Cafe



Rather Rich Corn Muffins

มัฟฟินข้าวโพด

ทำได้ 2 โหลค่ะ

พอดีแปลงสูตรจาก ถ้วยตวงเป็นตวงน้ำหนักนะคะ เพราะง่าย และแน่นอนกว่า แต่ก็ยังใส่มาให้ เพื่อใครชอบตวงมากกว่านะคะ มัฟฟินสูตรนี้ไม่ค่อยหวาน แล้วก็ง่า่ย เอาไว้ทานกับอาหาร หรือทานเป็นอาหารเช้าได้ค่ะ(ถ้าจะให้ดีใช้เมล็ดข้าวโพดแบบกระป๋องจะนิ่มกว่าแบบสดค่ะ)



เนยจืด, ละลาย 170 กรัม / ¾ ถ้วย

Whipping cream 3 ถ้วย

ไข่ 3

แป้งอเนกประสงค์ 400 กรัม / 3½ ถ้วย

Coarse cornmeal (ข้าวโพดป่น ที่ใช้ทำpolenta)

(เพิ่มอีกนิดหน่อยไว้โรยหน้าด้วยนะคะ) 230 กรัม / 1½ ถ้วย

น้ำตาล 200 กรัม / 1 ถ้วย

ผงฟู 2 ช้อนโต๊ะ

เกลือ ½ ช้อนชา

เมล็ดข้าวโพดสด หรือ แบบกระป๋อง (ใส่ก็ได้ไม่ใส่ก็ได้ค่ะ) 140 กรัม / ½ ถ้วย

เปิดเตาอบไว้ที่ 180°C. ทาเนยให้ทั่ว muffin cups หรือ รองด้วยถ้วยกระดาษ

ใส่แป้ง , cornmeal, น้ำตาล, ผงฟู, และ เกลือลงในชามคนให้เข้ากัน เทเนย ครีม และไข่ส่งในอ่างผสม ตีให้เข้ากันด้วยหัวตีใบพัด

ใส่ส่วนผสมของ แป้งที่ด้านบน ตีด้วยความเร็วปานกลาง จนเข้ากันดี ใส่เมล็ดข้าวโพด แล้วใช้ที่ตักไอศครีม (ice cream scoop) ขนาดกลาง ตักใส่พิมพ์ ประมาณ 3 ใน 4ของพิมพ์ โรยด้วย cornmeal

อบมัฟฟิน ประมาณ 12-15 นาที (แต่ที่ทำเองใช้เวลา 17 นาทีค่ะ), จนเหลืองสวย; พอกดเบาๆ ก็จะเด้งนิดๆ นะคะ เสริฟ ตอนร้อน (อร่อยที่สุดก็ตอนนี้ละค่ะ).

Tip จากหนังสือ: ตัวแป้งที่ผสมแล้ว นำไปแช่ตู้เย็น (ใส่กล่องปิดให้ดีนะคะ)จะอยู่ได้ 3 วัน แต่เวลาอบต้องเพิ่มเวลานิดหน่อยค่ะ ประมาณ 3-5 นาที เพราะตัวแป้งจะเย็นกว่าปรกติค่ะ

Recipe from:"The Pastry Queen: Royally Good Recipes from the Texas Hill Country's Rather Sweet Bakery & Cafe" by Rebecca Rather and Alison Oresman

Jamie Oliver



ตอนแรกที่Jamie Oliverดังมากๆ(ประมาณ 8 ปีที่แล้ว) ไม่คิดว่าจะสนใจเลยค่ะ เพราะคิดว่า แค่เป็น chef หน้าใหม่อีกคนหนึ่งเท่านั้น ไม่คิดจะซื้อตำราอาหารของเค้าด้วยซ้ำ แต่พอประมาณ 3ปีที่แล้ว สมัครเป็นสมาชิก ABC Delicious magazine (เป็นนิตยสารเกี่ยวกับอาหารของออสเตรเลียค่ะ รูปสวยมาก) ก็เลยเริ่มรู้จัก Jamie Oliver มากขึ้น รวมถึงเริ่มอ่านสูตรอาหารของเขาด้วย ต้องยอมรับเลยค่ะว่าเขาน่ารักดี เขียนสนุก อารมณ์ดี ให้ความรู้สึกสบายๆ คือการทำอาหารไม่ต้องการความเครียดอะไรทำนองนั้น ตอนนี้ก็เลยเริ่มสะสมตำราอาหารของเค้า มี 4 เล่มแล้ว เป็น 4 แบบค่ะ

The Naked Chef

เป็นตำราอาหารเล่มแรกของ Jamie Oliver เขียนสนุกมีชีวิตชีวาดี

JAMIE'S ITALY
อาหารอิตาเลี่ยนค่ะ แบบสบายๆ

COOK WITH JAMIE: MY GUIDE TO MAKING YOU A BETTER COOK

เป็นตำราอาหารที่เน้นการสอน Jamie Oliver โดยหนังสือเล่มนี้นำเงินไปสนับสนุนมูลนิธิ Fifteen ซึ่งจะช่วยเหลือเด็กที่ขาดโอกาสทางสังคม ให้มาฝึกงานครัว โดย มี Fifteen restaurant เป็นที่รองรับเด็กเหล่านี้ด้วย

Jamie at Home: Cook Your Way to the Good Life

ตำราอาหารที่เน้นเกี่ยวกับ organic food เพราะ Jamie Oliver เริ่มปลูกผักและเลี้ยงไก่เองด้วยค่ะ

คิดว่าถ้ามีออก มาอีกก็คงจะดูเพิ่ม สูตรนี้เป้นสูตรแรกของ Jamie Oliver ที่เอามาทำ “Pasta with Olive and Fresh Cherry Tomato”(พาสต้า กับมะกอก และมะเขือเทศเชอร์รี่สด) จาก ABC Delicious magazine (ขอโทษนะคะที่จำไม่ได้ว่ามาจากเล่มไหน แล้วก็ขี้เกียจค้นค่ะเพราะกองนิตยสารใหญ่มาก) ทำบ่อยคะ ทานคนเดียวได้ง่ายๆ สูตรนี้ก็คล้ายๆกับ Jamie ตรงที่ง่ายๆแล้วก็สบายๆค่ะ


Pasta with Olive and Fresh Cherry Tomato

(พาสต้า กับมะกอก และมะเขือเทศเชอร์รี่สด)



พาสต้า (ใช้ fusili) 1 ถ้วย

มะกอกดำ สับ(Pitted dark olive) ¼ ถ้วย

มะเขือเทศเชอร์รี่ (ตัดครึ่ง) ½ ถ้วย

พริกหวาน (หั่นลูกเต๋า)

(อันนี้ใส่เองคะเพิ่มจากสูตร ไม่ใส่ก็ได้) ¼ ถ้วย

น้ำมันมะกอก (Extra virgin olive oil)

เกลือ, พริกไท

Parmesan cheese


ใส่ olive, cherry tomato และพริกหวาน ลงในชาม ราดด้วย extra virgin olive oil และ เกลือ คลุกให้เข้ากัน ต้มพาสต้าในน้ำ(ที่ใส่เกลือเล็กน้อย) ต้มตามเวลาข้างถุง พอพาสต้าสุก เอาขึ้นจากน้ำ แล้วเทลงใน ชามที่ใส่ มะเขือเทศ ไว้ คลุกให้ทั่ว ปรุงรสด้วย เกลือ, พริกไท โรยด้วย Parmesan cheese ที่เพิ่มขูด ทำได้1 จานค่ะ

Caramel corn

พี่สาวชอบกิน Caramel corn มากค่ะ บอกให้ลองทำ ก็เลยลองหาสูตรดู พบสูตรนี้ blogs “The Amateur gourmet”ที่ชอบอยู่พบดี แต่เพราะไม่ชอบให้ขนมหวานจัด ก็เลย แก้สูตรนิดหน่อย โดยการลดน้ำตาลลง (จะได้ทานได้มากขึ้นไงคะ) คิดว่าน่าจะพอใช้ได้ ตอนนี้ทำเกือบทุกอาทิตย์เลย เพราะ พี่ทานหมดเร็วมากค่ะ.

Caramel corn

(ป๊อปคอน เคลือบคาราเมล)




เนยจืด 100 กรัม
Corn syrup (ในเมืองไทยใช้แบะแซก็ได้ค่ะ) 100 กรัม
Baking soda ¼ ช้อนชา
น้ำตาลทรายแดง 100 กรัม
เกลือ 1 ช้อนชา
กลิ่น Vanilla ½ ช้อนชา

ป๊อปคอน 15 ถ้วยตวง

เปิดเตาอบที่ 150°C.

ละลายเนย แล้วใส่ corn syrup, น้ำตาล และเกลือ. เอาส่วนผสมทั้งหมดขึ้นต้ม คนให้ น้ำตาลละลายหมด แล้วปล่อยให้เดือดประมาณ 4 นาที (ระวังไหม้) แล้วนำลงจากเตา เท กลิ่น Vanilla และ Baking sodaคน ให้เข้ากัน (จะมีฟองขึ้นนะคะ)แล้วราดลงบน ป๊อปคอน ทันที (ถ้าทิ้งไว้นานนำ้ตาลจะแข็งค่ะ) แล้วคลุกให้ทั่ว เท ป๊อปคอน ลงบน ถาดเค้ก (12นิ้ว X12นิ้ว) เกลี่ยให้ทั่ว อบประมาณ 45-50 นาที โดยคนป๊อปคอน ทุก 10นาที เมื่ออบเสร็จนำออกจากเตา ป๊อปคอนจะกรอบขึ้น

ถ้าต้องการดูสูตรOriginal คลิกที่นี่


โอโคโนมิยากิ

น่าจะรู้จัก okonomiyaki (โอโคโนมิยากิ) กันนะคะ บางคนเรียกว่า Japanese pizza แต่ไม่ค่อยเหมือนกันเท่าไหร่ เพราะเวลาทำ okonomiyaki เราจะผสมส่วนผสมในชามก่อน แล้วเอาไปทอดในกระทะแบนค่ะ แล้วทาด้วย ซ้อส okonomiyaki, มายองเนส แล้วโรยด้วย katsuo.ส่วนใหญ่แล้วไข่ข้างในจะไม่ค่อยสุข (แล้วมันก็อร่อยตรงนี้ละค่ะ แต่จะให้สุกทั่วก็ได้นะคะแต่ข้างนอกก็จะเหนียวนิดหน่อย (รสชาติของไข่ก็จะน้อยลง). ถ้ามีกระทะไฟฟ้าแล้วทำ Okonomiyaki ที่บ้านก็สนุกดีนะคะ ให้แต่ละคนทำเองเป็นรสชาติของตัวเอง เราเตรียมแค่ส่วนผสมหลัก กับพวกเนื้อสัตว์และผักไว้ แต่ละคนจะใส่ ปลา ผักที่เค้าชอบหรือ พวกของทะเลก็ได้ค่ะ แต่ส่วนตัวแล้วชอบแบบกะหล่ำปลีและเบคอนที่สุด ง่ายๆแล้วก็อร่อยค่ะ.

Okonomiyaki

(โอโคโนมิยากิ)

Base mixture:

สำหรับ 1 ที่

ไข่ 2

Hondashi ¼ช้อนชา

น้ำตาล ½ ช้อนโต๊ะ

แป้งอเนกประสงค์ 3 ช้อนโต๊ะ

ส่วนประกอบ:

เบคอน หรือ pancetta (Italian bacon) (สับ) 3 เส้น

กะหล่ำปลี (ซอยละเอียด) 2 ถ้วย

ไข่ 1

ราดด้วย:

ซ้อส okonomiyaki (หรือ ซ้อส tonkatsu ก็ได้ค่ะ)

มายองเนส

Katsuo (ปลาฝอยของญี่ปุ่น)


ตั้งกระทะที่ความร้อนปานกลาง ผสมส่วนผสมของ base mixture จนเข้ากันดีใส่เบคอน, กะหล่ำปลี คนให้เข้ากัน เทลงทอดในกระทะ รอประมาณ 2 นาที แล้วกลับด้าน พอเริ่มจะสุกทั่ว เทไข่ลงบน okonomiyaki แล้วกลับด้านอีกครั้ง รอให้ไข่สุกประมาณ1 นาที แล้วกลับด้านไข่ขึ้น ตักขึ้นจากกระทะ ทาด้วยซ้อส okonomiyaki, มายองเนส แล้วโรยด้วย katsuo เรียบร้อยแล้วค่ะ ทานตอนร้อนๆนะคะ

ลงรูปเครื่องปรุงมาให้เพื่อใครไม่ได้ทำอาหารญี่ปุ่นบ่อยๆค่ะ



To read in English Click: Okonomiyaki

Sunday, November 18, 2007

ครีมเค้กใส่ POPPY SEED

ไม่รู้ว่าจะชอบ poppy seed เหมือนกันไหมคะ เพราะส่วนตัวชอบมาก พอใส่แล้วขนมดูน่ารักขึ้นทันทีเลย เพราะเวลาใส่แล้วมันจะกระจายไปทั่วๆขนม ทำให้เคี้ยวอร่อย แต่รสชาติไม่หนักเท่า chocolate คือไม่เปลี่ยนรสชาติแต่เปลี่ยน รสสัมผัสของขนมได้ หลังจากลองทำ Neil’s whipped cream pound cake จากหนังสือ Coffee Cakes, Sticky Buns, Muffins & More: 200 Anytime Treats and Special Sweets for Morning to Midnight ของ Carole Walter ก็พบว่าหวานไปค่ะ (คือเป็นคนชอบกินขนมที่ไม่หวานจัดนะค่ะ) ก็เลยจัดการเปลี่ยนแปลงสูตรเล็กน้อย โดยการเพิ่ม poppy seed แล้วก็ลดน้ำตาลลง ก็เลยเป็น cream pound cake สูตรของตำเองค่ะ (แต่ชอบหวานเพิ่ม น้ำตาลเป็น 130 กรัมได้นะคะ) เค้กเนื้อเบา เวลาเอาออกจากพิมพ์ต้องระวังค่ะ

CREAM CAKE WITH POPPY SEED
(ครีมเค้กใส่ POPPY SEED)

ครีม (เย็น) 125 มิลลิลิตร

ไข่ไก่ 2

แป้งอเนกประสงค์ (ร่อน) 90 กรัม

น้ำตาล 110 กรัม

วานิลลาแท้ 1 ช้อนชา

(ถ้าเป็นกลิ่นวานิลลาแค่ ½ ช้อนชา

ผงฟู ½ ช้อนชา

Poppy seed 1 ช้อนโต๊ะ

เกลือ นิดหน่อย


วิธีทำ

1. เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 180°C. รองพิมพ์ ขนาด8½” X 4½” ด้วยกระดาบไข ทาเนย (เค้กค่อนข้างติดค่ะ).

2. ร่อนแป้ง, ผงฟ, และเกลือรวมกัน ใส poppy seed แล้วคนให้เข้ากัน

3. ตีครีมจนขึ้นฟู (พอตั้งยอดอ่อน).

4. ตีไข่ ให้ขึ้นฟู โดยค่อยๆใส่น้ำตาล จนไข่ขึ้นและฟู (สีอ่อนมากๆ) แล้วใส่ส่วนผสมของแป้งเข้าไปช้าๆ (แบ่งแป้งเป็น3 ส่วนค่อยๆใส่ทีละส่วน) ตะล่อมให้เข้ากัน

5. ตะล่อมครีมให้เข้ากับส่วนของแป้ง โดยใส่ 1ส่วน 3ของครีมทั้งหมดก่อน แล้วค่อยใส่ทั้งหมด คนให้เข้ากันจนครีมกระจายทั่ว

6. ตักส่วนผสมใส่ลงในพิมพ์ อบประมาณ 45ถึง55นาที เช็คว่าเค้กสุกโดยการใช้ไม้จิ้มแล้วไม่มีเนื้อเค้กติด และเค้กสีเหลืองสวย

7. เอาเค้กออกจากเตา วางพักไว้ที่ ตระแกรงประมาณ 10 นาที เอาเค้กออกจากพิมพ์ ตั้งทิ้งให้เย็น (หรือทานเลยก็ได้)

(Adaptation from the recipe: Neil’s whipped cream pound cake from the book “Coffee Cakes, Sticky Buns, Muffins & More: 200 Anytime Treats and Special Sweets for Morning to Midnight” by Carole Walter

Great Coffee Cakes, Sticky Buns, Muffins & More: 200 Anytime Treats and Special Sweets for Morning to Midnight


by Carole Walter




ได้หนังสือใหม่อีกแล้วค่ะ คราวนี้เป็น “Great Coffee Cakes, Sticky Buns, Muffins & More” โดย Carole Walter เป็นเล่มที่ 2 ของCarole Walterที่ ซื้อเล่มแรกเป็น “Great Cookies: Secrets to Sensational Sweets” ที่สูตรทำแล้วออกมาดี ก็เลยเชื่อใจ ได้มาจาก Kinokuniya เช่นเคยค่ะ (ไม่ได้ค่าโฆษณานะคะ แต่ไปบ่อยจริงๆ ถ้าใครไปก็อาจได้เจอกัน อ้อสาขา Isetan นะคะ) หนังสือเหมาะสำหรับคนที่ชอบ home baking sweets ค่ะประมาณ breakfast buns กับเค้กที่ไม่แต่งหน้า อะไรพวกนั้น แต่รูปน้อยค่ะ ดังนั้นไม่เหมาะกับคนชอบดูรูป ก่อนแล้วลงมือทำ พอซื้อมาก็ลองทำไปแล้วค่ะ แต่หวานไปหน่อย จะเอามาลงให้ดูต่อจาก นี้นะคะ

Update17/12/07: ครัมบัน CRUMB BUNS

Update 06/01/08:ขนมปังหน้าครีมชีสและอัลมอนล์

Baking: From My Home to Yours



นี่เป็นหนังสือของDorie Greenspan ที่ซื้อเป็นเล่มที่ 2ค่ะ ตอนแรกว่าจะไม่ซื้อแล้วแต่อดใจไม่ได้ ตอนที่เห็นที่ Kinokuniya คิดว่าเป็นหนังสือที่ดี เพราะ สูตรเยอะมาก แต่ไม่อยากซื้อเพราะหนังสือค่อนข้างหนัก (แบบว่าถ้าไปคนเดียว แล้วต้องถือถุงหนังสือคงไม่ไหวค่ะ)ก็เลยสั่งซื้อจากAmazon แทน เพราะส่งถึงบ้านเลย

พอส่งมาถึงก็ขอลองเลยนะคะ สูตรนี้อยูใน breakfast sweet เป็นบทแรกค่ะ อาหารเช้าสำคัญนะคะ ถ้าเริ่มต้นดีก็เป็นวันที่ดีเช่นกัน บิสกิต( Biscuit ที่ไม่ใช่ Cookie มีลักษณะคล้าย Scone แต่จะ มีเนยมากกว่า) ไม่ยากค่ะ พออบเสร็จใหม่ๆ ทานกับ แยมหรือเนยเค็มอร่อยมากค่ะ
(ปรับสูตรจากBaking: From My Home to Yours”)

SWEET CREAM BISCUITS

(บิสกิต ครีม)


ทำได้ 12 อัน




แป้งอเนกประสงค์ 280กรัม (หรือ 2ถ้วยตวงค่ะ)

ผงฟู 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาล 2 ช้อนชา

เกลือ ½ ช้อนชา

วิปปิ้งครีมถ้วย

วิปปิ้งครีมสำหรับทาขนม

เปิดเตาอบไว้ที่ 220°C.


คน แป้ง, ผงฟู, น้ำตาล,และเกลือให้เข้ากัน ในอ่างผสม เทครีมลงไป ในส่วนผสมของแป้ง ใช้ส้อม คนให้ส่วนผสมเข้ากัน ก็ทบไปมาประมา 3-4 ทบพอให้ เริ่มจับตัวเป็นก้อน

โรยแป้งบนพื้น โต๊ะ (ก็แล้วแต่อุปกรณ์นะคะถ้าวางบนถาดก็โรยบนถาดค่ะ) เอาแป้งวางแล้ว โรยแป้งนิดหน่อย แล้วตบๆพอให้แบน (เบาๆนะค่ะ ถ้าโกรธใครอยู่ก็อย่าเพิ่งนึกถึงหน้าเค้า) ให้หนาประมาณ
½ นิ้ว แล้วใช้ biscuit cutterขนาด 2นิ้ว ตัด ออกเป็น ก้อนค่ะ (หลักการคือ ต้องจุ่ม biscuit cutter ในแป้งก่อนตัดทุกครั้ง แล้วห้ามหมุนที่ตัดนะคะ ต้องยกออกตรงๆ) พยายามตัดให้ครบในครั้งแรกนะคะ แต่ถ้าไม่ก็รวมแป้งแล้วตัดให้ครบค่ะ วางบิสกิตในถาดที่รองด้วยกระดาษไข แล้ว ทาด้วยครีมที่เตรียมไว้

อบบิสกิต ประมาณ 14ถึง 18 นาที, หรือจน สีเหลืองสวย ขึ้นฟู

(Adapt from the bookBaking: From My Home to Yours”)

To read in English Click: Baking: From My Home to Yours

Breakfast, Lunch, Tea: The Many Little Meals of Rose Bakery

by Rose Carrarini




Rose bakery มีชื่อเสียงในเรื่องอาหารที่ดีต่อสุขภาพค่ะ (simple and healthy foods) พออ่านเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ จากAmazon ก็เกิดอาการอยากได้ขึ้นมาเลยค่ะ เพราะว่าโดยส่วนตัวคิดเหมือนกันว่า อาหารที่ดีไม่ได้หมายความว่าแพง แต่ทำให้เรามีความสุขทั้งกายและใจได้

หนังสือมีรูปเยอะมาก ส่วนใหญก็เป็นบรรยากาศในร้าน รูปขนม อาหาร แล้วก็สูตรอาหารที่เด่นๆของร้าน

แต่ที่ทำให้ชอบมากขึ้น ก็เพราะ motto ของ Rose Carrarini ที่บอกว่า “Life is improved by great food and great food can be achieved by everyone.” เพราะเธอเชื่อในความสำคัญของอาหาร ที่มีผลต่อชีวิตของคนเรา ซึ่งปรากฏในวิธีการที่ Rose bakery จะใช้ วัตถุดิบที่เป็น organic เท่าที่จะทำได้ เพราะ เธอเห็นคุณค่าของสุขภาพค่ะ อีกส่วนหนึ่งคือการที่เธอทำขนมโดยใช้น้ำตาลเท่าที่จำเป็น (ไม่อร่อยก็ไม่ไหวใช่ไหมคะ) และแนะนำให้ลดน้ำตาลในสูตรของเราเอง ซึ่งโดยส่วนตัวเพราะไม่ชอบขนมหวานจัดเลยต้องทำเอง เวลาทำขนมมักจะลดประมาณ 10% ของที่สูตรให้มาอยู่แล้ว ก้เลยรู้สึกดีกับหนังสือมากขึ้น

ถ้าคุณเป็นคนที่ ชอบอาหารหรือขนมที่ไม่หนักมากก็เป็นหนังสือที่เหมาะทีเดียวค่ะ


Update 7 ธค : ทดลองสูตร ทาร์ต เกาลัด กับ ไวท์ช็อคโกแลต


To read in English Click: Breakfast, Lunch, Tea: The Many Little Meals of Rose Bakery

Cupcakes !

By Elinor Klivans
Photographs by
France Ruffenach

เล่มนี้เพิ่งซื้อมาจาก Kinokuniya เมื่อเดือนที่แล้วเองค่ะ หนังสือสวย+น่ารักมากๆ (จริงจริงแล้วชอบ design ของหนังสือมาก) ให้สีได้่น่ารักดี cupcake ในเล่มก็น่ารักเหมือนกัน สูตรดูจะไม่ยากมาก มีหนังสือเกี่ยวกับ คัพเค้ก หลายเล่มแล้ว แต่ส่วนใหญ่จะเน้นแต่งหน้ามากกว่าเน้นตัวขนม

แต่ว่าที่ในหนังสือบอกให้เก็บ chocolate ที่อุณหภูมิห้องเราคงทำไม่ได้หรอกค่ะ ก็อากาศร้อนขนาดนี้ ส่วนตัวเองเก็บในตู้เย็นตลอดเลย แต่มักจะซื้อเยอะๆเลย เพราะหลานชอบมาก บางทีกินหมดก่อนเราจะได้ทำขนมซะอีก แต่หวังว่าสูตรของเล่มนี้จะดีนะคะ ไว้ลองทำเมื่อไหร่จะมา Postให้ดูค่ะ

To read in English Click Cupcakes !

Printfriendly

LinkWithin

Related Posts with Thumbnails