Showing posts with label อาหารฝรั่งเศส. Show all posts
Showing posts with label อาหารฝรั่งเศส. Show all posts

Monday, May 30, 2011

Strawberry Pistachio Charlotte: My Cute and Delicious Hobby!

เรียกว่า คิดถึงสุดๆเลยค่ะ ก็นะ ปุ๊กชอบทำขนมประเภทนี้จริงๆค่ะ ยิ่งใช้เวลาเยอะๆเนี่ยะยิ่งชอบมากๆเลย บ้าไหมเนี่ยะ 555

Tuesday, March 22, 2011

Mille feuille: Delicious, crunchy, sweet and bitter, you have them here.

ตั้งแต่เริ่มทำบล็อกมาก็นานพอควรแล้วนะคะ ^^, ไม่เคยคิดเหมือนกันว่า จะยังมีอะไรให้ลองทำ (และลองกินนนนนนนน 555) เยอะขนาดนี้ เรียกว่า เอาเข้าจริง ทั้งชีวิตนี้ ก็คงไม่มีวันทำได้หมดจริงๆค่ะ เพราะมีอะไรให้เรียนรู้ได้ไม่จบเลย

Friday, November 12, 2010

Guimauve à la vanille: Vanilla Marshmallow, I feel like a happy kid again!

ถ้าใครถามว่า ทำไมถึงต้องทำขนมแบบนี้เองที่บ้าน ปุ๊กก็คงตอบได้ง่ายๆเลยค่ะ ว่ามันสนุก แล้วก็อร่อยมากๆเลยสิ ปุ๊กชอบขนมแบบนี้มากๆมาตั้งแต่เด็กๆแล้วด้วยค่ะ (555 เป็นเวลาที่ผ่านมานานมากๆแล้วนะคะ) 
ตอนเด็กๆนี่ ก็แค่ชอบกินนะคะ แบบไม่รู้หรอกค่ะว่ามันทำจากอะไร หรือทำยังไง เอาเป็น ว่ารู้อย่างเดียวว่ามันอร่อยเท่านั้นเอง ยิ่งตอนเด็กๆนี่ เรียกว่าโชคดีนะคะ ตรงที่ น้าสาวที่เลี้ยงปุ๊กมาจะชอบซื้อขนมให้ทานเป็น ประจำค่ะ (ยิ่งพวกขนมแปลก หรือของนำเข้านี่ เธอยิ่งชอบซื้อค่ะ แต่ก็นะ ราคาอาจจะแพงกว่าของทั่วไป แต่ตอนเราเป็น เด็กนี่ มันอร่อยมากๆทุกอย่างเลยค่ะ) ส่วนหนึ่งจากการที่ถูกเลี้ยงแบบนั้น ก็เลยทำให้เป็นคนชอบกินขนมมาถึงทุกวันนี้ล่ะค่ะ ^^. Marshmallow นี่ก็เป็นของโปรดอย่างนึงเลยนะคะ นิ่มๆ หอมๆโอ้ยชอบสุดๆค่ะ แต่ก็นะ พอโตขึ้น กลับรู้สึกว่า ทำไมของที่เราซื้อมันไม่อร่อยเท่ากับที่เราเคยทานตอนสมัยเด็กนะ ปุ๊กก็เลยเลิกซื้อทานไปค่ะ 
มาร์ชเมลโล นี่ปุ๊กเคยทำไปรอบนึงตอนที่ทำการบ้านของDB challenge (Mallows) ค่ะ แต่คราวนั้น จะเป็นคุกกี้ด้วยนะคะ คือเป็นคุกกี้มีมาร์ชเมลโลอยู่ด้านบน แล้วก็นำไปชุบช็อกโกแลตอีกทีค่ะ แต่คราวนั้นทำแล้ว รู้สึกเหมือน มาร์ชเมลโลจะนิ่มไปอะค่ะ เลยแบบยังไม่ถูกใจเต็มที่ แล้วก็ยังไม่ได้คิดอีกว่าจะทำ ทั้งๆที่มีสูตรเยอะเลยเชียว  
จนกระทั่งเมื่ออาทิตย์ที่แล้วก็คิดขึ้นมาว่า อยากจะลองทำอีกที แล้วก็เชื่อว่า เราน่าจะทำได้เพราะว่า หากว่า สามารถทำItalian meringue ได้ เราก็ทำเจ้า marshmallow ได้เหมือนกันค่ะ เพราะมันก็เป็นพื้นฐานแบบเดียวกันค่ะ  
พอคิดขึ้นมาได้แบบนี้ (ตอนนี้ เริ่มชอบคำพูดของเชฟขนมคนนึงค่ะ คือคุณ  小山 進 (Koyama Susumu) เขาบอกไว้ว่า"10 basic knowledge is better than 100 recipes" ซึ่งดีมากเลยนะคะ) ปุ๊กก็เลยคิดว่า เราต้องทำได้แน่นอนค่ะ 
ต่อมาก็คือ การหาสูตรค่ะ ซึ่งการทำ marshmallow จะมีสูตรอยู่ 2 แบบค่ะ คือแบบที่ใช้ไข่ขาว กับไม่ใช้ค่ะ แต่ก็นะ ในเมื่อปุ๊กคิดว่า จะเอาพื้นฐานจากการทำ Italian meringue ก็เลยเลือกสูตรที่ทำจากไข่ขาวค่ะ 
สูตรนี้ออกมาดีมากเลยค่ะ คือนุ่มนิ่มมากๆ เวลาทานทำให้รู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกรอบเลยค่ะ, อย่าหัวเราะปุ๊กนะ ปุ๊กมักจะรู้สึกแบบนี้จริงๆเลยค่ะ เวลาทานขนมอร่อยๆ ทำให้รู้สึกว่า ตัวเองเหมือนเป็น เด็กเล็กๆที่มีความสุขค่ะ
คราวนี้เลยรู้สึกดีมากๆ ที่จะได้แชร์สูตรนี้ให้หลายๆคนได้ลอง ปุ๊กเชื่อว่า ในตัวพวกเราจะมีเด็กเล็กๆที่มีความสุขกับการทานขนมอยู่ภายในค่ะ^^ คราวนี้ พอพวกเราได้ทานขนมอร่อยๆพร้อมๆกัน เราก็คงเป็น แก๊งค์เด็กๆที่มีแต่ความสุขกันเลยล่ะนะ 555 

Guimauve (ギモーヴ) = 生マシュマロ
今回は初めて日本語のレシピ書いた,どうかな思って,でも頑張ります^^。ここです。



Guimauve à la vanille (バニラ のギモーヴ)
(Vanilla Marshmallow)
Make 1 15x15cm pieces


- Gelatin mixture -
15g .................................. เจลาตินผง
30ml ............................... น้ำ

- Syrup -
15g ................................. แบะแซ
150g ............................... น้ำตาลทราย
50ml ............................... น้ำ  


60g ................................. ไข่ขาว

1tsp ................................ Vanilla extract

- Dusting mixture -
30g ................................. แป้งข้าวโพด
30g ................................. น้ำตาลไอซิ่ง

1.วางกระดาษรองอบไว้ในพิมพ์ขนาด 15x15cm 
ร่อนแป้งข้าวโพดและน้ำตาลไอซิ่งรวมกัน แล้ว โรยลงในพิมพ์ที่เตรียมไว้ 


2.ใส่เจลาตินลงในชามใบเล็ก ที่ทนความร้อนได้ แล้วคนจนเจลาติน เปียกทั้งหมด 
เทน้ำใส่หม้อใบเล็ก โดยกะให้น้ำไม่เลยถ้วยเจลาติน นำหม้อขึ้นตั้งไฟ จนเดือด เมื่อเดือดแล้วนำลงจากไฟ แล้ววางชามเจลาตินลงไป คนจนเจลาตินละลาย (เมื่อละลายแล้ว จะวางชามเจลาตินไว้ในนี้ก่อนก็ได้นะคะ แล้วไปทำขั้นตอนต่อไปค่ะ) 


3.ใส่น้ำตาลทราย น้ำ และแบะแซลงในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟ


4. เมื่อน้ำเชื่อมอุณหภูมิ 100°C,ให้เริ่มตีไข่ 
เมื่อน้ำเชื่อมอุณหภูมิ  117°C เทน้ำเชื่อมลงในเมอแรงค์ โดยเทให้เป็นสาย และตีด้วยความเร็วสูงไปเรื่อยๆ ตีจนเมอแรงค์เย็นลง เทส่วนของเจลาตินลงไป แล้วตีต่อไป 


5.เมื่อเย็นลงแล้ว ใส่วานิลลา ตีให้เข้ากัน แล้วเทลงในพิมพ์ที่เตรียมไว้ เกลี่ยให้เรียบ .


6.พักไว้ 12 ชั่วโมง 
โรย Dusting mixture ลงบนโต๊ะ (หรือ เขียง แล้วแต่ว่า จะตัดขนมที่ไหนค่ะ)
ตัดเป็น ชิ้น แล้ว โรยด้วย dusting mixture เพื่อกันติดค่ะ 

- Puffy and lovely Marshmallow - 


Guimauve à la vanille: 
Vanilla Marshmallow, I feel like a happy kid again!

Friday, September 24, 2010

Salted Financier: Delicious salty sweet tea companion


เกลือนี่เป็นส่วนประกอบที่เราใช้ไม่มากเลยนะคะ ในการทำขนม ส่วนใหญ่จะใช้แค่เล็กน้อย เพียงเพื่อจะทำให้รสชาติของส่วนอื่นๆเด่นชัดขึ้น (หรือเรียกได้ว่า เกลือทำให้รสชาติทั้งหมด กลมกล่อมขึ้นอะคะ) 


ปุ๊กว่าเกลือเนี่ยะสำคัญมากเลยล่ะค่ะ และบางที ถ้าเขาไม่ได้ใส่มาในสูตรปุ๊กก็มักจะใส่เข้าไปเล็กน้อยค่ะ  ^^ แต่คราวนี้ต่างออกไปค่ะ เพราะเกลือไม่ได้มาเป็นเพียงส่วนประกอบแล้วค่ะ แต่เขามาเป็นตัวเอกค่ะ 
เกลือเป็น รสชาติหลักของขนม financier สูตรนี้ค่ะ ซึ่งเยี่ยมมากเลยล่ะค่ะ เพราะหลายๆคนที่ได้ชิมบอกว่า เขาแปลกใจกับขนมที่มีรสชาติหวานๆเค็มๆชิ้นนี้ มันทานเพลินมากจนเขาไม่สามารถอดใจให้หยุดทานได้ค่ะ (ทานเสร็จยังห่อกลับบ้านไปด้วยนะคะ 555 เป็นเพื่อนของมาม้าปุ๊กเองค่ะ) 
คราวนี้ปุ๊กไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรจากสูตรมาเลยค่ะ เพียงแค่ใช้เกลือต่างชนิดไปเท่านั้น เพราะตามสูตรแล้วเขาให้ใช้ “fleur de sel” แต่พอดีปุ๊กมีแต่  Maldon sea salt ดังนั้นปุ๊กก็เลยใช้อย่างที่ปุ๊กมีค่ะ ดังนั้น ถ้าใครไม่เกลือทั้ง 2 อย่างที่ว่ามา ก็ใช้เกลือทะเลแบบไหนที่มีอยู่ที่บ้านก็ได้ค่ะ  

สูตรรอบนี้มาจากหนังสือ  うちのお菓子はブルターニュ―ローラン・ポワルヴェのフランス菓子教室 (Gâteau maison, Home style dessert from Poilvert cooking school) โดย Laurent Poilvert (เขาเป็นคนฝรั่งเศสที่ไปเปิดโรงเรียนสอนทำขนมที่ญี่ปุ่นค่ะ) หนังสือน่ารักดีค่ะ เป็นสูตรบ้านๆที่ทำง่ายๆ แต่ก็แอบมีขนมที่หน้าตาอลังการ (แต่ทำไม่ยาก) อยู่ด้วยเช่นกัน แต่ก็นะ เดี๋ยวเรื่องหนังสือเอาไว้ก่อนเนาะ อิอิ 

เอาสูตรนี้มาลงเพราะอยากให้หลายๆคนได้ลองค่ะ เพราะเป็นการใช้รสเค็มมาทำให้ขนมเค้กชิ้นเล็กนี้กลายเป็นขนมที่รสชาติพิเศษขึ้นมาเลยค่ะ  ^^.
รสชาติ หวานๆเค็มๆของเค้กชิ้นเล็กๆนี้ เหมาะมากๆ ที่จะทานคู่กับน้ำชาค่ะ (โดยเฉพาะชาจีนค่ะ เข้ากันดีมากเลย) แล้วก็ระวังนะคะ ทำนิดเดียวอาจจะไม่พอค่ะ








Salted Financier
Makes 10 (6.2x6.2cm individual brownie pan)



15g ................................. อัลมอนด์บด
30g ................................ ฮาเซลนัทบด
113g .............................. น้ำตาลไอซิ่ง
45g ................................ แป้งเค้ก
2g .................................. เกลือ
113g .............................. เนย
113g .............................. ไข่ขาว
11g ................................ Invert sugar (หรือน้ำผึ้งค่ะ ) 
....................................... เกลือ Maldon (หรือเกลือทะเลอื่นๆค่ะ)


ใส่เนยลงในหม้อ แล้วนำขึ้นตั้งไฟปานกลางจนละลาย แล้วลดไฟลง ต้มไปเรื่อยๆจนกลายเป็นสีน้ำตาล (ส่วนของนมที่อยู่ในเนย จะกลายเป็นเศษสีน้ำตาลค่ะ)
นำลงจากเตาแล้วพักให้เย็น (สามารถ เร่งให้เร็วขึ้นโดยการวางลงบน ชามน้ำแข็งค่ะ) 



เปิดเตาอบที่ 150°C แล้ว นำถั่วทั้ง 2 ชนิดไปอบ ประมาณ 15 นาที
ปล่อยให้เย็นลงก่อนนำมาใช้
ขณะเดียวกันก็เพิ่มความร้อนของเตาเป็น  230°C.



ร่อนถั่วที่อบแล้ว พร้อมกับแป้ง และน้ำตาลไอซิ่ง 
แล้วเทครึ่งส่วนของไข่ขาวลงไป ผสมให้เข้ากัน



เทไข่ขาวที่เหลือลงในชาม แล้วใส่ invert sugar (หรือน้ำผึ้ง) ลงไป แล้วนำไปวางบนชามน้ำอุ่น คนไปเรื่อยๆจนไข่ขาวมีอุณหภูมิ 40°C, และ invert sugarละลาย 



ทาพิมพ์ด้วยเนยให้ทั่ว 
เทส่วนผสมของไข่ขาวลงในส่วนของแป้ง ตามด้วยเนยละลาย 
แบ่งส่วนผสมลงในพิมพ์ที่เตรียมไว้ แล้ว โรยด้วยเกลือ
นำเข้าเตาอบ แล้วลดความร้อนของเตาลงเป็น 190°C.
อบประมาณ 16 นาที หรือจนขนมเป็นสีน้ำตาลสวย 



Salted Financier: Delicious salty sweet tea companion

Friday, May 28, 2010

May 2010 Daring Bakers Challenge #40: PIECE MONTÉE


Daring Bakers’ challenge, มาอีกแล้วค่ะ ต้องบอกตามตรงว่า ปุ๊กนะ ตอนเห็น โจทย์นี่ แทบลมจับค่ะ 555 ก็นะ ไม่เคยคิดนี่ค่ะ ว่าจะทำขนมแบบนี้ที่บ้าน ขนมที่ว่านั้นก็คือ the croquembouch นี่ล่ะค่ะ คำจำกัดความของมันก็คือ  "A croquembouche or croquenbouche is a French cake, a kind of pièce montée often served at weddings, baptisms, and first communions. It is a high cone of profiteroles (choux filled with pastry cream) sometimes dipped in chocolate bound with caramel, and usually decorated with threads of caramel, sugared almonds, chocolate, flowers, or ribbons. They are also often covered in macarons, a small pastry consisting of two layers and a flavored cream or ganache.
The name comes from the French words croque en bouche meaning 'crunch (or munch) in (the) mouth'.The choux buns can also be made with savoury fillings." (ข้อมูลจาก the Wikipedia ค่ะ)

ก็นะ อย่างแรกคือ เราไม่ใช่คนฝรังเศส อย่างที่ 2 ก็ยังไม่ได้คิดจะจัดงานแจ่งงานตอนนี้ค่ะ อิอิ ก็เลยไม่คิดว่า อยากจะลองทำเจ้าขนมแบบนี้สักกะที 
แต่ยังไงก็ต้องทำค่ะ เพราะถือว่าโจทย์ของ ดีบี ก็คือ คำสั่งนี่ล่ะค่ะ (ตราบใดที่ปุ๊กยังอยากจะเป็น สมาชิกของเขาอยู่ใช่ปะ) ก็เลยต้องเริ่มต้น จากการ หาข้อมูลในหนังสืออื่นๆที่มีค่ะ ก็ไปเจอว่า ถ้าเอา เจ้า Pâte Sucre มาเป็น ฐาน ก็จะช่วยให้การ เคลื่อนย้ายขนมง่ายขึ้นนะคะ แล้วปุ๊กก็มีอยู่ในตู้เย็นพอดีเลย ก็เลยเอามาใช้ค่ะ แต่ ถ้าใครไม่อยากทำ จะใช้การ ติด มันลงไป กับจานเลยก็ได้นะคะ แต่ถ้าทำแบบนั้นก็คงมีปัญหาเดียวคือ อาจจะล้างยากสักหน่อยค่ะ เพราะน้ำตาลเหนียวมากเลยทีเดียว ปุ๊กไม่ได้ลงสูตรนะคะ เรียกว่า ใครถนัดสูตรไหน ก็ใช้ตามใจค่ะ 

อีกสิ่งหนึ่งที่จะทำให้ทำขนมชิ้นนี้ ง่ายขึ้น คือ การ ทำโครงค่ะ ถึงจะมีขายอยู่ แต่ปุ๊กก็คิอว่า การทำโครงเองง่ายกว่านะคะ เพราะอุปกรณ์ที่ใช้คือ กระดาษแข็งกับอลูมิเนี่ยมฟรอยเท่านั้นเองค่ะ และข้อดีอีกอย่างหนึ่งของการทำโครงเอง ก็คือ เราสามารถทำไซส์ที่เราต้องการได้เลยค่ะ  ^ ^.

ขนมแบบนี้ทำไม่ยากเลยค่ะ เพราะหากมีพื้นฐานในการทำแป้งชู  พาสตรี้ครีม และคาราเมลอยู่ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดของการทำขนมชิ้นนี้ คือ ต้องระวังมากกกกกกกกกกกกกกกที่สุดค่ะ เพราะว่าการทำงานกับคารเมลร้อนๆนั้น เป็น เรื่องอันตรายเลยล่ะค่ะ โดยเฉพาะ การที่ใช้ คาราเมลร้อนๆติดเจ้าชูนี่ ถ้าไม่ระวังให้ดี จะไหม้มือเอาง่ายๆเลยนะคะ เพราะว่า หากมันไม่ร้อน ก็จะใช้งานไม่ได้ ปุ๊กต้องเตือนไว้ก่อนเลยค่ะ เพราะปุ๊กเอง ก็ได้ไปหลายแผลเลยนะคะ จากจากทำขนมรอบนี้  นอกจากส่วนนี้ แล้ว งานนี้ ไม่มีอะไรยากเลยค่ะ เพราะว่าที่บ้านปุ๊กชอบทานแอแคลร์กันอยู่แล้วค่ะ ก็เลยได้ทำบ่อยๆ หลักๆของการทำก็ไม่ยากอะไร เพียงแค่ว่า ตอนอบนี่ ต้องอย่าไปมองแต่สีของตัวแป้งนะคะ เราต้องการให้มันแห้งด้วยค่ะ ดังนั้น เมื่ออบจนเริ่มมีสีอ่อนๆสวยแล้ว ให้ลดอุณหภูมิลง แล้วอบต่อไป อีก 5-10 นาทีจนมันแห้งสนิทค่ะ เมื่อเอาออกมาจากเตา เจ้าชูพาสตรี้ จะเบา แล้วก็แห้ง เท่านี้เองก็สำเร็จแล้วค่ะ  

คราวนี้ หลังจากเป็นทุกข์กับแผลพองจากเจ้าคาราเมล 555 ปุ๊กก็ยังต้องยอมรับว่า มันสนุกมากจริงๆค่ะ ทั้งอร่อย แล้วก็สวยด้วย ขอบคุณโฮสของเดือนนี้ มากเลยค่ะ (คุณCat of Little Miss Cupcake.)

The May 2010 Daring Bakers’ challenge was hosted by Cat of Little Miss Cupcake. Cat challenged everyone to make a piece montée, or croquembouche, based on recipes from Peter Kump’s Baking School in Manhattan and Nick Malgieri.



Croquembouche or PIECE MONTÉE
Make one -hight 23 cm wide 18 cm



For this PIECE MONTÉE:
เริ่มต้น ทำโครงค่ะ โดยการนำกระดาษแข็ง มาขึ้นเป็น รูปทรงกรวย แล้ว หุ้มด้วย อลูมิเนี่ยม ฟรอย 


ปุ๊กทำ Pâte Sucre เอาไว้เป็น ฐานด้วยค่ะ 

Make Crème Patissiere:

Ingredients:

1 cup (225 ml.) นมสด
2 Tbsp. cornstarch
6 Tbsp. (100 g.) น้ำตาลทราย (ปุ๊กใช้แค่ 90g) 
1 ไข่
2 ไข่แดง
2 Tbsp. (30 g.) เนยจืด
1 Tsp. Vanilla



ละลายแป้งข้าวโพดในนม ¼ cup แล้วเทนมที่เหลือ ลงในหม้อ ใส่น้ำตาลลงไป แล้วนำขึ้นตั้งไฟ จนเดือด แล้วนำลงจากเตา
ตีไข่กับไข่แดงเข้าด้วยกัน แล้วเทลงในส่วนของนมที่ผสมไว้กับแป้ง


 แล้วเทประมาณ 1/3 ของนมร้อนลงไป คน คนให้เข้ากัน แล้วเททั้งหมดลงในหม้อนม นำขึ้นตั้งไฟ อ่อน คนเรื่อยๆจนส่วนผสมข้นขึ้น และเดือด นำลงจากเตา ใส่เนยและวานิลลาลงไป  
พักจนเย็นสนิท แล้วนำเข้าแช่เย็น 



Make Pate a Choux 
(Yield:ปุ๊กทำอันเล็กนะคะ ได้ประมาณ 40 ชิ้นค่ะ)

¾ cup (175 ml.) น้ำ
6 Tbsp. (85 g.) เนยจืด
¼ Tsp. เกลือ
1 Tbsp. น้ำตาล
1 cup (125 g.) แป้งอเนกประสงค์ (ร่อน)
4 ไข่
ไข่ 1ฟอง ผสมกับเกลือเล็กน้อย เอาไว้ทาหน้า

เปิดเตาอบไว้ที่  425◦F/220◦C ปูกระดาษรองอบไว้ในถาด 


Preparing batter:


ผสมน้ำ เนย เกลือ และน้ำตาล ลงในหม้อ แล้วนำขึ้นตั้งไฟปานกลาง คนเป็นระยะ
เมื่อส่วนผสมเดือด นำลงจากเตา แล้วเทแป้งลงไป คนให้เข้ากัน 
นำขึ้นตั้งไฟอีกสักครู่ คนเรื่อยๆ จนแป้งดูแห้งลง และไม่ติดหม้อ นำลงจากเตา  




เทลงในชาม แล้วใช้พายไม้ (ปุีกใช้ electronic hand mixer ค่ะ) ตีจนพอเย็นลงเล็กน้อย
ใส่ไข่ลงไป แล้วตีจนเข้ากัน จะได้ส่วนผสมที่ข้น  
เทส่วนผสมลงในถุงบีบ ที่ใส่หัวบีบขนาด 1 นิ้วเอาไว้ แล้วบีบออกมาเป็น ก้อนกลมขนาด  3 cm สูง 2cm 

ใช้นิ้วแตะน้ำอุ่น แล้วแตะที่แป้งชูที่บีบแล้ว เบาๆ หากมีจุก 



ทาด้วย egg wash (1 egg lightly beaten with pinch of salt).
Baking
นำเข้าอบที่ 425◦F/220◦C จนพองสวย และเป็นสีทอง ประมาณ 13 นาที

ลดไฟลงเป็น 350◦F/180◦C แล้วอบต่อจนสีสวย และแห้งลง ประมาณ 5 นาที แล้วนำออกมาพักบนตระแกรง 
เก็บไว้ในกล่อง หากยังไม่ได้ใช้งาน 


Filling:
เมื่อพร้อมที่จะประกอบ ขนม piece montée, ให้ใส่ใส้ โดยใช้ ถุงบีบ ที่ติดหัวเล็ก เจาะตัวชู แล้วบีบใส้เข้าไป แล้วพักไว้ 


Make Hard Caramel Glaze:
(ปุ๊กใช้มากกว่า 1 สูตรค่ะ)
1 cup (225 g.) น้ำตาลทราย
½ teaspoon น้ำมะนาว 



ผสมน้ำตาล น้ำมะนาว ลงในหม้อ แล้วนำขึ้นตั้งไฟกลาง โดยไม่ต้องคน (ปุ๊กใช้วิธี หมุนหม้อเบาๆค่ะ ให้น้ำตาลค่อยๆละลายทั่วๆ) จนน้ำตาลละลายและเป็น สี amber 
นำลงจากเตา แล้วนำไปใช้ทันที

Assembly of your Piece Montée:



เพื่อการง่าย อาจจะค่อยๆลองก่อนนะคะ ว่า จะประกอบร่างแบบไหน แล้วจึงค่อยลงมือทำจริงค่ะ

เมื่อพร้อมที่จะประกอบร่าง 555 ให้จุ่มด้านบนชูที่ได้ลงในกลาซ แพัก สักครู่ แล้วจึงจุ่มด่านล่างลงในกลาซ แล้วนำไปติดกับ โคนที่เตรียมไว้ค่ะ 
ติดไปเรื่อยๆ จนเต็ม แล้วจึงตกแต่งด้วยของตกแต่งอื่นๆ หรือ ใช้แกลซโรยเป็น เส้นให้สวยงามก็ได้ค่ะ 


May 2010 Daring Bakers Challenge #40: PIECE MONTÉE

Wednesday, February 17, 2010

Chicken Farm Baker's Project #19: Verrines, Trendy and Luxury in a Glass, Délice du Café Noir

 

สมาชิกฟาร์มไก่ของเรายังคงหลงรักของหวานจาก ฝรั่งเศสอยู่ค่ะ โดยของที่เราทำรอบนี้ มีชื่อเป็นภาษาฝรั่งเศสชื่อ  Verrines ขนมหวานในแก้วสวยที่ทำให้ทุกคนหลงรักค่ะ 

โฮสรอบนี้คือ ก้อย ซึ่งก้อยก็ออกคำสั่งนางพญามาค่ะ ว่าขนมจะต้องมีส่วนประกอบ 3 อย่างขึ้นไป แล้วก็จะต้องมีอย่างหนึ่งที่ต้องอบด้วยค่ะ ^ ^
ปุ๊กเอง อยากทำขนมแบบนี้มานานแล้วค่ะ ก็เลยแทนที่จะทำ แค่ 3 อย่าง ก็เลยทำไป 4 อย่างค่ะ
โดยเริ่มต้นจาก คาราเมลช็อกโกแลตมูส ด้านล่าง ตามมาด้วย ไวท์ช็อกโกแลตมูส ที่คั่นด้วย เค้กที่พรมด้วยเหล้ากาแฟ แล้วโรยด้านบนด้วยเค้กช็อกโกแลต ที่ราดด้วย กานาชช็อกโกแลตกาแฟค่ะ

แต่ละครั้งที่ใช้ช้อนตักลงไป เราก็สามารถเลือกได้นะคะ ว่า จะลิ้มรสส่วนไหนก่อน  ^ ^ จะทานไปที่ไวท์ช็อกมูส ที่มีรสชาตินิ่มนวล หรือจะทานคาราเมลช็อกโกแลตมูสที่รสชาติเข้มข้น หรือทานพร้อมๆกัน ทั้งหมด ก็อร่อยไม่ใช่เล่นค่ะ
คราวนี้ปุ๊กลองทำเป็นครั้งแรก ก็เลยลองใช้ ถ้วย 2 ไซส์ค่ะ ไซส์เล็กจะเป็นขนาด (5.5cmx 8.5cm) ส่วนไซส์ที่ใหญ่กว่า จะเป็นไซส์  (7cmx9cm) โดยทั้งคู่ก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป  ไซส์เล็กก็จะน่ารัก แล้วก็ ทานง่ายนะคะ (ปุ๊กว่า ไซส์นี้ เหมาะสำหรับทานคนเดียวกำลังดีค่ะ แต่ก็นะคะ อาจจะเล็กไปสำหรับบางคนค่ะ) ส่วนไซส์ใหญ่ก็ดี เพราะว่า ขนาดกินกำลังอิ่มเลยค่ะ (ซึ่งมากไปสำหรับปุ๊กนะคะ ไม่สามารถจะทานได้หมดได้ค่ะ) แต่สำหรับคนที่ชอบทานขนมคงจะรู้สึกมีความสุขมาก แล้วถ้าเสิร์ฟไซส์นี้ ในงานเลี้ยงนี้ เพื่อนๆคงรักค่ะ

ก็ตามใจเหมือนเดิมค่ะ ใช้แก้วที่เราชอบ เพราะคราวนี้ โชว์ความเทรนดี้ แล้วก็ เริ่ดหรูให้เต็มที่เลยนะคะ

A lot of thank to my friends Koy who gave me the chocoloate sponge recipe.
Adaptation from: Verrines by José Maréchal 

  

Délice du Café Noir
Makes 6 (3x(5.5cmx 8.5cm) and 3x(7cmx9cm)) 

  

Caramel chocolate  mousse

30g ..................... น้ำตาลทราย
70ml ................... Whipping cream
2 ......................... ไข่แดง
80g ..................... ดาร์กช็อกโกแลต (ปุ๊กใช้แบบ 50% ค่ะ),สับ
170ml ................. Whipping cream
1tbsp .................. น้ำตาลไอซิ่ง

White chocolate mousse

150g .................. ไวท์ช็อกโกแลต, สับ
125ml ................ Whipping cream
1 ....................... เจลาตินแผ่น (หรือ เจลาตินผง 2g)
125ml ................ Whipping cream
1tsp ................... น้ำตาลไอซิ่ง

Chocolate sponge

85g .................... ไข่
42g .................... น้ำตาลทรายละเอียด
........................... เกลือเล็กน้อย
13g .................... แป้งเค้ก
8g ...................... ผงโกโก้
20g .................... แป้งข้าวโพด

Chocolate coffee ganache

50g .................... ดาร์กช็อกโกแลต, สับ
85ml .................. whipping cream
1tsp ................... กาแฟสำเร็จรูป

ช็อกโกแลต และแผ่นทอง สำหรับตกแต่ง
เหล้า Kahlua® หรือ เหล้ากาแฟสำหรับพรมเค้ก



Make the Caramel chocolate mousse:

 

ใส่น้ำตาลลงในหม้อ แล้วนำขึ้นตั้งไฟ พร้อมกันนั้น อุ่น whipping cream ส่วนที่ 70ml ในไมโครเวฟ (ประมาณ 1-2 นาที) เมื่อน้ำตาลสีน้ำตาลทอง เทวิปปิ้งครีมร้อนลงไป คนให้เข้ากัน 
เมื่อเข้ากันดีแล้ว ใส่ช็อกโกแลตลงไป แล้วคนให้เข้ากัน 
เทส่วนผสมของช็อกโกแลตลงไป ในไข่แดง แล้วคนให้เข้ากันแล้วพักให้เย็น

  

ตีวิปปิ้งครีม 170ml กับไอซิ่ง จนตั้งยอดอ่อน

 

ใส่ 1/3 ของวิปปิ้งครีมลงไปในส่วนของช็อกโกแลต คนเบาๆให้พอเข้ากัน
เทส่วนผสมของช็อกโกแลต กลับลงไปในวิปปิ้งครีม แล้วตะล่อมให้เข้ากัน 
เทลงในถ้วยที่เตรียมไว้ 
นำเข้าแช่ในตู้เย็น ระหว่างทำชั้นต่อไป

Make the chocolate sponge cake:

  

เปิดเตาอบที่ 200°C ปูกระดาษ ลงบนพิมพ์ขนาด 24x34cm
ตีไข่ กับเกลือ จนสีอ่อนลง แล้วค่อยๆใส่น้ำตาลลงไป ตีจนเป็น ribbon stage
(จนสามารถ วาดให้เป็นเลขแปดได้ ค่ะ )

  

ร่อนผงโกโก้ แป้งและแป้งข้าวโพดเข้าด้วยกัน 
ใส่ส่วนของแป้งลงในไข่ (โดยแบ่งแป้งเป็น 3 ส่วน ค่อยๆใส่ลงไปค่ะ) ตะล่อมจนเข้ากัน

  

เทส่วนผสมลงในพิมพ์ที่เตรียมไว้ นำเข้าอบประมาณ 7 นาที


Make the white chocolate mousse:

  

บลูมเจลาติน ในน้ำเตรียมไว้

  

ใส่วิปปิ้งครีมลงในหม้อ แล้วนำขึ้นตั้งไฟ เมื่อวิปปิ้งครีมเดือด นำลงจากเตา ใส่ช็อกโกแลตลงไป คนให้เข้ากัน เมื่อเข้ากันดี ใส่เจลาตินลงไป คนให้เข้ากันพักให้เย็น

  

ใส่ 1/3 ของวิปปิ้งครีมลงไปในส่วนของช็อกโกแลต คนเบาๆให้พอเข้ากัน
เทส่วนผสมของช็อกโกแลต กลับลงไปในวิปปิ้งครีม แล้วตะล่อมให้เข้ากัน 
เทลงในถ้วยที่เตรียมไว้ 


  

ตัดเค้กเป็นชิ้น แล้ววางลงบนมูส แล้วพรมด้วยเหล้าให้ชุ่ม
เททับด้วยมูสอีกรอบ แล้วนำเข้าแช่ในตู้เย็น ระหว่างทำชั้นต่อไป 

Make the coffee chocolate ganache:

  

ใส่วิปปิ้งครีมลงในหม้อ แล้วนำขึ้นตั้งไฟ เมื่อวิปปิ้งครีมเดือด นำลงจากเตา ใส่ช็อกโกแลต และผงกาแฟลงไป คนให้เข้ากัน เมื่อเข้ากันดี พักให้เย็น


Finish the dessert:

  

ตัดเค้กที่เหลือ เป็นชิ้นสี่เหลื่ยมเล็กๆ แล้ววางลงในถ้วย
ราดด้วย  coffee chocolate ganache
แล้วตกแต่งด้วย ทองและช็อกโกแลต 


 

Chicken Farm Baker's Project #19:
Verrines, Trendy and Luxury in a Glass, Délice du Café Noir

Printfriendly