Showing posts with label ตำราอาหาร. Show all posts
Showing posts with label ตำราอาหาร. Show all posts

Thursday, June 19, 2008

Pretty and small cake (sweet) book

Pretty and small cake (sweet) book

ちっちゃくて、かわいいプチケーキの本。

By 荻田 尚子 (Hisako Ogita)


ก็ตามชื่อเลยค่ะ เล่มนี้เน้นแต่ขนมชิ้นเล็กๆค่ะ แล้วก็น่ารักๆด้วย จริงๆก็ซื้อมาเพราะชอบของชิ้นเล็กแบบนี้ค่ะ มันน่ารัก แล้วคนส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยปฎิเสธ เวลาที่เอาขนมให้แล้วบอกว่า ขนมชิ้น นิดเดียวเอง (แม้กระทั่งคนที่กำลังลดน้ำหนักอยู่ 5555) ถือว่าเป็นการหลอกล่อคนทั่วไปได้ง่ายๆค่ะ


หนังสือแบ่งออกเป็น 6 ส่วนค่ะ

Part 1: Sponge

Part 2: Choux

Part 3: Tart

Part 4: Pie

Part 5: Chocolate & Cheese

Part 6: Small container

แล้วก็มีส่วน wrapping idea สำหรับทุก Part ค่ะ

สูตรทั้งหมดก็มีประมาณ 49 สูตรค่ะ โดยจะเป็นสูตรที่ใช้พื้นฐานจากสูตรที่ให้มาค่ะ

ทุกส่วนก็เริ่มจาก Basic recipe ค่ะ แล้วก็ภาพแสดงวิธีทำ (how-to) อย่างละเอียดค่ะ แล้วจึงตามด้วย สูตรที่จะใช้ Basic recipe ค่ะ เช่นในส่วนของ Sponge ก็จะเป็น การนำเอา Sponge มาทำเป็นเค้กแบบต่างๆกันค่ะ ก็ไม่ยากเท่าไหร่เพราะ เราจะได้เห็นวิธีทำอย่างละเอียดจาก master recipe แล้ว


บอกตรงๆเลยค่ะ ว่าที่ชอบหนังสือญี่ปุ่นที่สุดก็ตรงภาพแสดงวิธีทำนี่ละค่ะ ชัดเจนดี เป็นแบบ step by step ด้วย ไม่ว่าจะทำขนมมามากแค่ไหนก็ยังชอบดูรูปภาพพวกนี้อยู่ค่ะ


รูปภาพในหนังสือก็น่ารักดีค่ะ แล้วก็ inspiring ด้วยในวิธีการทำขนมเล็กๆแบบต่างๆ ก็ส่วนหนึ่งเพราะชอบของชิ้นเล็กๆพวกนี้อยู่แล้วด้วยค่ะ ก็แหมทำขนมบ่อยๆ ชิ้นเล็กๆมันก็เหมาะกับการแจก แล้ว ก็ทานนะคะ ตู้เย็นจะได้ไม่เต็มเกินไปค่ะ

คราวนี้ก็ถึงเวลาทดลองสูตรกันแล้วค่ะ ปุ๊กทำ Petite Chocolate Muffin ค่ะ (ความจริงในหนังสือใช้ชื่อว่า double chocolate muffin นะคะ) แต่ก็อดไม่ได้ค่ะ ที่จะแปลงสูตรเล็กน้อยโดยการใส่ chocolate chip โรยเพิ่มที่ด้านบน และใช้ ทั้ง dark และ white chocolate chip ค่ะ แต่ใครจะใช้แค่ dark chocolate chip อย่างเดียวก็ได้นะคะ พอดีปุ๊กอยากให้รสชาติอ่อนลงเล็กน้อยก็เลยเพิ่ม white chocolate chips เข้าไปด้วยค่ะ

มัฟฟิน ชิ้นเล็กมากๆค่ะ ดังนั้นก็เหมาะจะเป็นของว่างตอนบ่ายๆ เสิร์ฟ พร้อมชาหรือกาแฟ ก็ดีนะคะ อืม...แล้วก็ชิ้นเดียวอาจจะไม่พอค่ะ

Petite Chocolate Muffin

Makes 4 x 3.5 cm – 12 pieces

About 18 mini muffins

(I use mini-cheese cake pan line with paper makes 9 pieces)



90 g

แป้งเค้ก

1 tsp

ผงฟู

20 g

Cocoa powder (ผงโกโก้)

1

ไข่

60 g

น้ำตาล

60 cc

นม (แบบ Whole Milk)

50 g

เนย

25 g

Semisweet chocolate chip

25 g

White chocolate chip


chocolate chip สำหรับโรยด้านบน




เปิดเตาอบที่180 °C ค่ะ

ร่อนแป้ง, ผงโกโก้ กับผงฟู พักไว้

เตรียมถ้วยกระดาษ พักไว้

ตีเนยที่ความเร็วปานกลางจนเนียน ใส่น้ำตาลแล้วตีจนฟูขาว ใส่ไข่ ตีให้เข้ากันดี

ใส่แป้งสลับกับนม ผสมจนเข้ากันดีค่ะ โดยตอนใส่สว่นของแป้งรอบสุดท้ายให้ผสม ลง Chocolate chips ไปด้วย


ตักถ้วยที่เตรียมไว้ โดยใส่ประมาณ ¾ ของถ้วย แล้วโรยด้วย Chocolate chips

นำเข้าอบ17-20 นาที หรือจนด้านบน ไม่แฉะค่ะ (ถ้าอบนานเกินด้านในจะแห้งมากไปค่ะ)

ถ้าใช้ mini muffins เวลาอบจะเหลือประมาณ 15 นาทีค่ะ

Saturday, March 29, 2008

Tartine

By Elisabeth Prueitt, Chad Robertson, Alice Waters, and France Ruffenach



ตอนเห็นหนังสือเล่มนี้ ร้านหนังสือเกือบปิดแล้วค่ะ ต้องรีบกลับบ้านแล้วด้วย แต่หน้าปกสวยมากๆก็เลยอยากได้ขึ้นมาทันทีเลยค่ะ ปุ๊ก ก็เลยวิ่งเข้าไปซื้อ (เป็นคนอื่นคงไม่คิดแบบนี้หรอกนะคะ แต่ทำไงได้คะ นิสัยเสียตลอดอยู่แล้วนิ ไม่งั้นจะมีหนังสือเยอะขนาดนี้ได้ยังไง คือซื้อหนังสือแบบไม่ค่อยคิดอยู่เรื่อยเลยค่ะ ) จะว่าไปไม่ได้รู้จัก TARTINE BAKERY มาก่อนหรอกนะคะ เรียกด้ว่าซื้อเล่มนี้เพราะหน้าปกอย่างเดียวเลย

แต่โชคยังเข้าข้างอยู่ค่ะ เพราะหนังสือสวยมากทั้งข้างนอกและข้างใน รูปถ่ายก็สวยจริงๆ ตอนนี้รู้จักแล้วค่ะ คนเขียนคือ Elisabeth Prueitt ซึ่งเป็น Pastry Chef และ Chad Robertson สามีของเธอเป็น baker ค่ะ (ทั้งคู่เป็นเจ้าของ Tartine Bakery ค่ะ)โดย Tartine Bakery นี่ดังมากและได้รับการจัดอันดับจาก Zagat Survey ว่าเป็น Best Bakery และ Best Breakfast ใน San Francisco นะคะ ดังนั้นหนังสือเล่มนี้มาจาก The Best จริงๆค่ะ



เหมือนๆกันร้าน ชื่อดังทั่วไปในขณะนี้ที่จะเน้นความสด, ธรรมชาติ หรือ organic ค่ะ โดยเน้นที่หลักว่าอาหารที่ดี มีผลต่อทั้งร่างกายและจิตใจเราค่ะ (จริงๆนะคะ เพราะปุ๊กก็เชื่อว่า อาหารที่ดี ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นได้จริงๆค่ะ) โดยจะเห็นได้จากสูตรในเล่มที่จะเน้นผลไม้ตาลฤดูกาล และ ไม่ใช้สารปรุงแต่งมากไปค่ะ สูตรเรียกได้ว่า classic แต่ไม่น่าเบื่อนะคะ แม้กระทั่งสำหรับคนมีหนังสือเยอะอย่างปุ๊กค่ะ สูตรมีทั้ง Croissant, Brioche Bread Pudding, Banana Cream Pie, รวมทั้ง fruit tarts, cookies, cakes, chiffon cakes, Creamy Bavarians, Devil's Food Cake, Lemon Pound Cake, Pumpkin Tea Cake แล้วก็อีกมากมายเลยค่ะ



สูตรในเล่มจะเขียนวิธีตวงไว้ถึง 3 แบบ ซึ่งดีมากสำหรับคนที่ชอบชั่งมากกว่าตวงแบบเรา (เพราะธรรมดาเวลาที่จะทำขนม จะต้องแปลงสูตรก่อนทุกครั้งเลยค่ะ) รวมถึงมี Kitchen note ที่เป็น ข้อแนะนำ และ เกล็ดเล็กๆน้อยๆ ที่สามารถช่วยให้เราทำขนมได้ดีขึ้น และในเล่มยังมี ส่วนที่เป็น basic recipe ที่เหมาะสำหรับมือใหม่ด้วยค่ะ

ดังนั้นถ้าจะให้พูดถึงหนังสือเล่มนี้โดยรวม ก็บอกได้เลยว่าเป็นหนังสือที่ Inspiring มากๆ มีภาพที่สวยงาม (แต่บอกก่อนนะคะว่าไม่ได้มีรูปทุกสูตรค่ะ) และมีสูตรที่น่าสนใจและ ที่ลองทำหลายสูตรก็ออกมาดีจริงๆค่ะ

Friday, February 22, 2008

Sticky, Chewy, Messy, Gooey: Desserts for the Serious Sweet Tooth

โดย Jill O'Connor and Leigh Beisch

หนังสือน่ารักอีกแล้วค่ะ ดูเหมือนว่าชั้นหนังสือจะโตไม่ทันแล้วค่ะ (ตอนนี้เริ่มแย่จริงๆ มันเยอะมากค่ะ) คงคิดว่าปุ๊กจะเริ่มด้วยคำว่า อดไม่ด้จริงๆเหมือนเดิมใช่ไหมคะ แต่เปล่าค่ะ จะบอกเลยว่าถ้าชอบหนังสือทำขนมน่ารักๆ ละก็ออกไม่ซื้อเลยค่ะ

ก็พอจะรู้นะคะว่ามีเยอะแล้ว แต่เล่มนี้น่ารักมากๆเลยค่ะ คือพอเห็นที่ร้านแล้ววางไม่ลงเลย แล้วทำยังไงเหรอคะ ก็ซื้อแล้วเอากลับบ้านเลยไง หนังสือเล่มนี้เต็มไปด้วยลายดอด และริปบิ้น แล้วเพิ่มความน่ารักด้วยสีชมพูและช็อกโกแลตค่ะ จิลเขียนบรรยายถึงขนมของเธอได้ดีค่ะ ประมาณว่าอ่านแล้วอยากทานมากๆเลย (แบบฝันถึงเลยค่ะ) เรื่องสูตรในเล่ม ต้องบอกก่อนค่ะ ว่ากรูณาโยนคำว่า ลดน้ำหนักอยู่ออกไปไกลๆค่ะ ไม่มีคำประเภทไขมันต่ำ หรือไขมันน้อยที่นี่ค่ะ เราต้องการของแท้เท่านั้น (พอดีตอนนี้อ่านหนังสือเรื่อง In Defense of Food: An Eater's Manifesto ของ Michael Pollan อยู่ค่ะ เขาว่า เราต้องทานแต่อาหารที่แท้จริงที่ไม่มีคำว่าเพื่อสุขภาพ เพราะถ้ามันมีคำประเภทนั้นอยู่แปลว่ามันไม่ใช่อาหารค่ะ ดังนั้น เล่มนี้คืออาหารที่แท้จริงค่ะ แล้วมันก็ดีกว่าใช่ไหมค่ะ ที่เราจะมีขนมอร่อยๆทานถึงแม้ว่าจะแค่อาทิตย์ละครั้ง ยังดีกว่าทานขนมประเภทเพื่อลดน้ำหนักทุกวันค่ะ)

เพราะบางทีหนังสือเล่มนี้อาจเป็นเล่มแรกของบางคน ดังนั้นจึงมีการเขียนอธิบายถึงส่วนผสม ละอุปกรณ์ไว้ด้วยค่ะ ซึ่งถึงแม้ไม่ใช่มือใหม่การอ่านส่วนนี้จะทำให้เราทราบว่าผู้เขียนเขาใช้ส่วนผสมแบบไหน หรือเทคนิค เล็กน้อยของเขาด้วยค่ะ ตามด้วยขนมเยอะๆๆเลย ทั้งเค้ก คุกกี้ พุดดิ้ง พาย ช็อกโกแลต เราไปชมหนังสือกันเลยดีกว่าค่ะ


บทแรก: Sticky, Chewy Chocolate

คงไม่ต้องพูดอะไรมากนะคะบราวนี่ ชูโรส คัพเค้ก อีกมากมายค่ะ


บทที่ 2: The Pudding Club

ขนมทุกๆอย่างที่ทำให้รู้สึกดีค่ะ เอ้ออยากทานทั้งวันเลย


บทที่3: Cookies, Cakes & Pies

ถึงชื่อจะซิมเพิล แต่สูตรไม่เลยค่ะทั้ง caramel butter bars, double-crumble และ hot apple pies และอื่นๆอีกค่ะ

บทที่4: Do Try This at Home

อันนี้สุดยอดค่ะมีแต่น่าทานทั้งนั้นเลย ทั้ง cashew toffee, giant coconut cream puff รวมไปถึงอีกหลายอย่างที่ทำให้เราอยากกลับไปเป็นเด็กเพื่อทานให้หนำใจค่ะ


ดั้งนั้นถ้าไม่กังวลว่าจะมีขนม (แบบไม่ต้องกลัวไขมัน)อยู่ในบ้านละก็ หรือชอบขนมจริงๆ “เล่มนี้ใช่เลยค่ะ”

Recipe tested:
The Best One Bowl Chocolate Chunk Pecan Cookies
Chocolate Mascarpone Cheesecake Pots

Tuesday, January 29, 2008

Made in Italy

โดย Giorgio Locatelli





ยอมแพ้แล้วค่ะ ไม่รู้จะเขียนอะไรเพราะมีมากมายเหลือเกินที่อยากเขียน หนังสือเล่มนี้เต็มไปด้วยข้อมูล สูตรอาหาร และเรื่องราว ซึ่งเยี่ยมมาก (และหนักมากด้วย) ผู้เขียน Giorgio Locatelli มีความรักในอาหารมาก โดยเฉพาะอาหารอิตาเลี่ยน ซึ่งเขาบอกเล่าเรื่องราวได้ดีมาก เขาเอง มาจากครอบครัวที่มีอาหารเป็นศูนย์กลาง (ครอบครัวเขาทำโรงแรม และยายเขาก็ทำอาหารเก่งมากๆด้วย)

ในหนังสือมีสูตรอาหาร และข้อมูลเกี่ยวกับส่วนผสมมากมายค่ะ (ไม่ใช่แค่ข้อมูลธรรมดา แต่เต็มไปด้วยความทรงจำของผู้เขียน และประวัติศาสตร์ของอาหาร ต่างๆแบบไม่น่าเบื่อ เช่น ชีสGorgonzola เกิดขึ้นจากการที่ผู้ดูแลโรงแรมคนหนึ่งลืม ชีสStracchino ไว้ในห้องครัวจนกระทั่งราขึ้น แต่โชคดีที่รสชาติของชีสกลับดีมากจนมีการเริ่มทำตั้งแต่นั้นมา) ส่วนหนึ่งที่เหมือนกับตำราอาหารอิตาเลี่ยนตัวอื่นคือ การสอนให้เรามีความเคารพต่ออาหารที่เราทาน (อย่างเวลาที่ฆ่าหมูสักตัว คนอิตาเลี่ยนจะใช้ทุกส่วนของมันมาทำเป็นอาหารเพื่อไม่ให้เสียของสักส่วนเลย) ในความเป็นจริงคือเราต้องยอมรับว่าอาหารของเราไม่ได้มาจากโรงงาน หรือซุปเปอร์มาร์เก็ต ทุกอย่างมาจากธรรมชาติ เพราะตอนนี้เรารู้จักเนื้อหมู หรือเนื้อไก่ แบบเป็นชิ้นส่วนมากกว่าเป็นตัว อย่างที่เขาเล่าให้ฟังว่าลูกๆของเขาคิดว่าเขาเป็นคนโหดร้ายที่ เขาฆ่าปูเพื่อทำอาหาร ซึ่งทำให้เขารู้สึกเสียใจมาก

สูตรอาหาร(ที่มีมากมาย จาก antipasti ไปถึง dolci) ก็มีเคล็ดลับที่จะทำให้ดีขึ้น(เช่นวิธีการปรุงหรือการเก็บค่ะ) แล้วก็จะมีเรื่องราวเล็กๆน้อยๆ มาพร้อมกับสูตรด้วย รูปภาพต่างๆในเล่มทั้งใหม่และเก่า ทำให้เราได้รู้จักทั้งชีวิต และ ความทรงจำของ เขาค่ะ

ตอนนี้ก็อย่างที่บอกไม่รู้จะเขียนอะไร แต่อยากจะให้ลองอ่านดูถ้ามีโอกาสได้ไปร้านหนังสือ ลองอ่านดูซักบทคุณอาจจะรัก หนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเหมือนกับที่เราเป็นอยู่ก็ได้ค่ะ

Saturday, December 29, 2007

คัพเค้ก รสช็อคโกแลต และกาแฟ MEZZO MEZZO CUPCAKES

คัพเค้กเหมาะกับปาร์ตี้มากๆค่ะ และในวันนี้ขอแนะนำ Mezzo Mezzo cupcakes คัพเค้ก รสช็อคโกแลตและกาแฟ หน้าตาสวย จากหนังสือ:Cupcakes Galore ค่ะ เมื่อคืนนี้นั่งอ่านก็ คิดว่านี้ละใช่เลย ที่อยากได้ รสช็อคโกแลตและกาแฟ เป็นรสชาติที่หลายๆคนชอบอยู่แล้ว แล้วคัพเค้กสูตรนี้ก็เหมาะกับทุกปาร์ตี้ เลยค่ะ สูตรนี้ไม่หวานจัด แต่ได้ รสชาติของช็อคโกแลตและกาแฟแบบเต็มๆ ยิ่งเพิ่ม ช็อคโกแลตและกาแฟ ครีมเข้าไปด้วย (รสชาติของครีมเหมือนไอศครีมกาแฟเลย อร่อยมากๆ) ถ้าไม่อยากทานครีม แค่คัพเค้ก ก็อร่อยค่ะ แต่ถ้าทานพร้อมกับ ครีมก็จะอร่อยขึ้นอีกเยอะเลย

MEZZO MEZZO CUPCAKES

(คัพเค้ก รสช็อคโกแลต และกาแฟ)

ทำได้16 อันค่ะ


1⅓cups (190g)

แป้งอเนกประสงค์

2 teaspoons

ผงฟู

1 teaspoon

เบกกิ้งโซดา

1 teaspoon

เกลือ

½ cup (50g)

ผงโกโก้

1 cup (210g)

น้ำตาลทรายแดง

3 tablespoons

กาแฟสำเร็จรูป (instant coffee powder)

½ cup/1 stick

เนยจืด ละลายแล้วทิ้งให้เย็น

2 ฟอง

ไข่

1 cup

sour cream

CHOCOLATE WHIPPED CREAM FROSTING

1 cup

heavy whipping cream, แช่เย็น

3 tablespoons

น้ำตาล

1 tablespoon

ผงโกโก้

1 tablespoon

กาแฟสำเร็จรูป (instant coffee powder)

เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 350°F.

ใส่ส่วนผสมที่เป็นของแห้งทั้งหมดลงในชามขนาดใหญ่ แล้วคนให้เข้ากัน พักไว้

ใส่เนย ไข่ และ sour cream ลงในชาม แล้วใช้ที่ตีไข่คนให้เข้ากัน แล้วเทใส่ในชามที่มีของแห้งอยู่ คนเร็วๆ ด้วยช้อนอันใหญ่ (หรือพายยาง)จนเข้ากันดี

ตัก ใส่ลงในพิมพ์ ที่ใส่ถ้วยกระดาษไว้ ให้อยู่ประมาณ ⅔ของถ้วย อบประมาณ 15-20 นาที หรือ จนเมื่อใช้ไม้จิ้มไปตรงกลางแล้วไม่มีเศษเค้กติดออกมา

นำออกจากเตาทิ้งไว้ให้เย็น

ระหว่างนี้เตรียม frosting โดย ใส่ครีม, น้ำตาล, ผงโกโก้ และ กาแฟสำเร็จรูป ลงในชาม คนให้เข้ากัน แล้วแช่ไว้ในตู้เย็นจน น้ำตาล, ผงโกโก้ และ กาแฟสำเร็จรูป ละลาย แล้วจึงนำออกมาตีจนขึ้นฟู ตั้งยอดได้

แต่งหน้าเค้กก่อนเสิร์ฟ

สูตรคัพเค้กจาก:Cupcakes Galore

Wednesday, December 19, 2007

Apples for Jam recipes for life

โดย Tessa Kiros



ก็เป็นที่ทราบว่ามักจะซื้อตำราอาหาร ก็ตรงที่ความสวยของหนังสือเป็นอันดับแรกนะคะ เล่มนี้ก็เหมือนกันค่ะ น่ารักมากๆ เจอกันครั้งแรกตอนที่ไปอังกฤษ แต่ไม่ไหวแล้วค่ะ ซื้อหนังสือไปหลายเล่มแล้ว เดี๋ยวกระเป๋าจะหนักเกินไป พอกลับมาก็รีบสั่ง พร้อมกับหนังสือชื่อ Falling Cloudberries: A World of Family Recipes ซึ่งเขียนโดยคนเขียนคนเดียวกัน

ถ้าชอบตำราอาหารที่มีเรื่องเล่าเล็กๆน้อยๆ ที่มาพร้อมกับสูตร ก็น่าจะชอบค่ะ สูตรอาหารมาพร้อมกับเรื่องราว และความทรงจำของผู้เขียน โดยศุตรอาหารจะแบ่งเป็น สีค่ะ red, orange, yellow, pink, green, gold, white, brown, monochrome, stripes, และ multicolor, โดยแต่ละสีจะแสดงถึงสีของอาหาร

อาหารจะเป็นแบบหลากหลายแต่ไม่ใช่ fusionนะค่ะ ค่อนข้างไปทาง Italian มากกว่าประเทศอื่น (Tessa Kiros ตอนนี้อาศัยอยู่ที่ Tuscany กับครอบครัวค่ะ) ส่วนหนึ่งมาจากการที่เธอเดินทางไปหลายประเทศ และครอบครัวของเธอก็เป็นส่วนผสมของหลายเชื้อชาติค่ะ เวลาดูสูตรในเล่มนี้ จะรู้สึกได้ถึงความทรงจำในครั้งเราเด็กๆ อาหารก็จะเหมาะสำหรับเด็กๆด้วยนะคะ (น่าจะเพราะเธอยังเลี้ยงลูกอยู่ค่ะ) ส่วนประกอบของอาหารหาได้ไม่ยาก แล้วก็ดูน่าทานมากด้วย

ชอบหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่เฉพาะ สูตรแต่พอดูแล้วรู้สึกอยากลองทำ อาหารหลายๆอย่าง แล้วก็รู้สึกดีเวลาได้ดูรูปสวยๆในหนังสือด้วยค่ะ เพราะอาหารในเล่มไม่ได้แบ่งเป็น course ดังนั้นสามารถดูได้ทุกเวลาเลย อาหารเช้า กลางวัน เย็น ของหวาน หรือของทานเล่น พอนั่งดูไปเรื่อยๆก็มักจะอยากเข้าครัวไปลองทำเลยค่ะ

หนังสือเล่นนี้ไม่ได้เป็นตำรา แบบ professional cookbook แต่เป็นอาหารที่เราทำทานได้ทุกๆวัน แล้วถ้าคุณเป็นคนที่ชอบทำอาหารทานที่บ้าน คุณก็คงจะรักหนังสือเล่มนี้เช่นกันค่ะ



ภาพจากหนังสือ: Apples for Jam: Recipes for Life

Saturday, December 8, 2007

ทาร์ต เกาลัด กับ ไวท์ช็อคโกแลต


มองจากด้านบนอาจจะนึกว่าเป็น ทาร์ตมะนาวแต่รสชาติเหมือนขนมหวานของญี่ปุ่น เลยค่ะ โชคดีที่ไม่ได้ออกมารสชาติแย่มาก (แต่สำหรับตัวเองคิดว่าหวานไปนิด) คือลืมไปว่า chocolate topping มีไข่แดงด้วยนะสิ หลังจากใส่ไข่แดงเข้าไป ก็เลยได้สีอย่างนี้ค่ะ เหตุก็คืออยากจะลองทำขนมจากสูตรในหนังสือ: Breakfast, Lunch, Tea: The Many Little Meals of Rose Bakery , แล้วตอนกำลังดูสูตรนี้อยู่ พี่สาวเราก็บอกว่าถ้าใช้ ไวท์ช็อคโกแลตละก็ จะชอบมากกว่านี้ค่ะ (คือเธอชอบไวท์ช็อคโกแลตมากค่ะ) เราก็ตอบโดยไม่คิดเลยว่าได้ โชคยังเข้าข้างค่ะ ที่รสชาติยังดี (แต่ถ้าทำอีกทีจะลดช็อคโกแลตลงสักครึ่งจะได้หวานน้อยลงหน่อย) ถ้าอยากจะทำตามสูตร ก็ใช้ Dark chocolate แทนโดยขนาดท่ากันค่ะ คิดว่าหน้าตาคงดีกว่าของเราค่ะ

แป้งพาสตี้ทำออกมาแล้วเยอะนะคะ (ตอนนี้มีอยู่ในช่องแข็ง ขนาด18 cm.3อัน) แต่ว่าทำง่ายแล้วก็รสชาติดีค่ะ เขาบอกว่ามันเป็น pasta frolla ของอิตาลี ไม่ใช่สูตร pâte sucrée ตามที่ปรกติเราทำกันนะคะ

แป้งพาสตี้แบบหวาน

SWEET PASTRY

ทำแป้งได้สำหหรับทาร์ตขนาด28cm 2 อัน

500g (3¼ cups)

แป้งอเนกประสงค์

120g (ประมาณ ⅔cup)

น้ำตาล

320g (ประมาณ 1¼ cups)

เนยจืด


เกลือ

1ฟอง

ไข่

2ฟอง

ไข่แดง

1 teaspoon

vanilla extract

ใช้ food processor สับแป้ง, น้ำตาล, เนย และเกลือประมาณ 10-12 วินาที จนแป้งดูเหมือนขนมปังป่น แล้วใส่ไว้ในชาม

ถ้าทำด้วยมือ ใส่แป้ง, น้ำตาล, เนย และเกลือ ลงในชามแล้วใช้ปลายนิ้ว บิเนย ให้เข้ากับส่วนผสมอื่นจนแป้งดูเหมือนขนมปังป่น แล้วใส่ไว้ในชาม

ทำให้ส่วนผสมของแป้งเป็นร่องตรงกลาง แล้วเทไข่ และ vanilla extract นวดให้เข้า

เทแป้งลงบนโต๊ะ แล้วนำโด ลงมานวดจนเนียนเข้ากัน

คราวนี้ก็รีดแป้งได้แล้วค่ะ รีดให้แป้งบางประมาณ 5มิลลิเมตร แล้วยกแป้งโดยใช้ไม้คลึงแป้งช่วยวางลงบน พิมพ์ทาร์ต

ใช้แป้งประมาณครึ่ง 1 ของสูตรทำ ทาร์ตเล็กได้ 8อัน (12cm) อีกครึ่ง ทำ ขนาด18 cm.ได้3อันค่ะ

แช่เย็นก่อนอบประมาณ 30 นาที

ทาร์ต เกาลัด กับ ไวท์ช็อคโกแลต

CHESTNUT AND CHOCOLATE TARTLET

ทำได้ 8 อัน

ใส้เกาลัด

8 อัน

แป้งทาร์ต

150g (2/3 cup)

cream cheese

500g (1 pound 2 ounces)

เกาลัดบดหวาน

2 ฟอง

ไข่ ตีให้เข้ากัน

1 teaspoon

brandy หรือ whisky



หน้าช็อคโกแลต

180g (6½ ounces)

ไวท์ช็อคโกแลตสับ

185 ml (scant 3/4 cup)

ครีม

1ฟอง

ไข่แดง



เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 180°C/350°F/

อบทาร์ตแบบBake blind (คือการอบโดยไม่ใส่ใส้แต่ใช้ ถั่วแห้งหรือข้าวสารวางทับ อะลูมิเนียมฟอยล์ แล้ววางลงบนแป้ง เพื่อให้แป้งสุก และไม่พองตรงกลาง) ประมาณ 20 นาที หรือจนสีเหลืองสวย เอาแป้งออกมาแต่ยังไม่ต้องปิดเตา

ผสม ครีมชีส และ เกาลัดบดหวานให้เข้ากัน ใส่ไข่ และ บรั่นดี หรือวิสกี้

เทใส้ลงในแป้งทาร์ต แล้วนำเข้าอบจน ใส้อยู่ตัวประมาณ 25 นาที นำออกจากเตาทิ้งไว้ให้เย็น

ระหว่างนั้นทำ หน้าช็อคโกแลต โดยละลายไวท์ช็อคโกแลตสับ กับครีมในหม้อด้วยความร้อนต่ำ พอไวท์ช็อคโกแลตละลายหมด นำขึ้นจากเตา แล้วใส่ไข่แดงลงไป คนให้เข้ากัน

พอ ทาร์ตเย็นให้เอาออกจากพิมพ์ แล้วเทหน้าช็อคโกกแลตลง

ปรับปรุงสูตรจาก: Breakfast, Lunch, Tea: The Many Little Meals of Rose Bakery

Wednesday, December 5, 2007

Chocolatechocolate

By Lisa Yocklson



“Baking by Flavor” เป็นหนังสือเล่มแรกจาก Lisa Yocklson ที่ซื้อมา (แต่วันนี้ยังไม่พูดถึงนะคะ เพราะไม่สวยเท่าเล่มนี้ แต่ก็มีสูตรของหวาน และข้อมูลเยอะมาก คงพอจะสังเกตุได้นะคะว่าเป็นคนที่ซื้อหนังสือโดย ชอบแต่ความสวยโดยไม่ได้ดูอะไรเท่าไหร่เลย แต่ก็โชคดีที่ส่วนใหญ่ออกมาดีค่ะ ) หนังสือเล่มนี้สวยมากเลยค่ะ และด้วยความที่เคยรู้จัก Lisa Yocklson มาบ้างก็เลยค่อนข้างเชื่อถือค่ะ

ตอนแรกว่าจะลอกสารบัญมาให้ดู แต่ยาวมากค่ะ (กลัวจะนึกว่าอ่าน index อยู่) หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับช็อคโกแลต ค่ะ ชื่อก็บอกแล้ว มีทั้งเทคนิคที่จำเป็นเวลาทำขนมจากช็อคโกแลต (เพราะ chocolate มีความไวต่อทั้งความชื้นและอุณหภูมิ) รสชาติของชนิด และ ยี่ห้อต่างๆ รวมถึงที่ซื้อ (ปาเข้าไป 15หน้าค่ะ) รวมไปถึงส่วนผสมต่างๆที่จะทำให้ ช็อคโกแลตอร่อยขึ้น ตามด้วยสูตรขนมอีก 200กว่าสูตร เริ่มต้นด้วย บราวนี่ เค้กม เค้กชั้นม ขนมปังม แพนเค้กม คุกกี้, ขนมจากช็อคโกแลตที่มีถั่ว ใส่ทอฟฟี่ อีกมากมายค่ะ และก็ยังมีภาพสวยๆด้วยเกือบทุกสูตรค่ะ

แต่ถ้าไม่ชอบหนังสือข้อมูลเยอะๆก็อาจจะเบื่อได้นะคะ, แต่ถ้าชอบอ่าน และอยากรู้ไปหมดก็คงชอบ เพราะเธอจะใส่ข้อมูลทุกอย่างที่เธอรู้ลงมาในหนังสือ เป็น style ของเธอเลยค่ะ ส่วนตัวแล้วชอบเพราะข้อมูลมากแล้วก็สวย แล้วอีกอย่างคือชอบ chocolateค่ะ.




รูปจากหนังสือ ChocolateChocolate

Update 11/12/2007 recipe test: คุกกี้ เนื้อร่วนใส่ช็อคโกแลตชิพ

Thursday, November 22, 2007

Martha Stewart's Baking Handbook by Martha Stewart



มีหนังสือของ Martha Stewart แค่เล่มเดียวเองค่ะ ถึงจะสมัครสมาชิก นิตยสาร Martha Stewart’s living ก็ไม่ได้ซื้อตำราอาหารเล่มอื่นเลย แต่ไม่ใช่ว่าหนังสือของเธอไม่ดีนะคะ แต่ไม่รูสึกอยากได้เท่าไหร่ แต่สำหรับเล่มนี้ Martha Stewart's Baking Handbook ชอบมากเลยค่ะ

หนังสือเริ่มต้นด้วย รูปภาพของอุปกรณ์ และ techniques ที่จำเป็นในการทำขนมอบ (คือโดยทั่วไปน่าจะพอสำหรับ คนที่เพิ่งเริ่มต้นนะคะ). สูตรขนมเริ่มต้นจาก สูตรง่ายๆ simple baked goods, ตามด้วย cookies, cakes, pies tarts, cobblers และ crisps, ขนมทำด้วยyeast และ pastry. (กระทั่งสูตร wedding cake ก็มีนะคะ).

แต่สิ่งที่ชอบมากคือรูป รูปของจนมที่ไม perfect มาก เหมือนกับที่เราทำเองที่บ้าน ทำให้รู้สึกถึงความง่ายของการ ทำขนม แล้วถึงมันจะไม่ออกมาสวยเหมือนที่ซื้อมาจากร้าน มันก็ยังดี และดีต่อสุขภาพตรงที่ไม่ได้ใส่สารกันบูดหรือเคมีอื่นๆดังนั้น ลองเลือกสูตรสักสูตร แล้วลองทำดูสิคะ



Picture from: Martha Stewart's Baking Handbook

Easy Cream Shortcake

ทำbiscuit, scone และ shortcakeบ่อยๆเลยค่ะ เพราะง่ายแล้วก็ไม่ต้องใช้เวลานาน ส่วนใหญ่สามารถทำเสร็จได้ ในเวลาแค่30 นาที แล้วเวลาที่เพิ่งออกมาจากเตาอบนะคะ หอมจนอดยิ้มไม่ได้สักที สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่านวดแป้งมากไปค่ะ แค่ทำให้แป้งจับตัวและไม่มีรอยแยกมาก ก็พอแล้วสูตรนี้มาจากสูตร “Spiced Peach Shortcake” ในตำรา:"Biscuit Bliss: 101 Foolproof Recipes for Fresh and Fluffy Biscuits in Just Minutes" โดย James Villas. วันนี้ทำ shortcake อย่างเดียวค่ะ แต่แนบสูตรSpiced Peach topping มาด้วยเพื่อใครต้องการ


Spiced Peach Shortcake

ทำได้ 6 shortcakes



Shortcake:

แป้งอเนกประสงค์ 2 cups (260 g)

ผงฟู 1 tablespoon

น้ำตาลทราย 2 tablespoons

เกลือ ½ teaspoon

Heavy cream 1¼ cups

นมสำหรับทา

Whipped cream เวลาเสิร์ฟ


Topping:

peaches ขนาดกลาง,

ปอกเปลือก, เอาเมล็ดออก, แล้วตัดเป็นชิ้นประมาณ ½ -นิ้ว 5ลูก

นำ้ตาลทรายแดง ½ cup

Ground cinnamon ¼ teaspoon

Ground nutmeg ⅛ teaspoon

กลิ่น almond หรือ vanilla extract (แนะนำให้ใช้แบบธรรมชาตินะคะ)⅛ teaspoon

น้ำมะนาว 2 teaspoons




1. ทำ topping,โดยใส่ peaches, น้ำตาลทรายแดง, cinnamon, nutmeg, almond extract, และน้ำมะนาว ลงในหม้อ คนให้เข้ากัน นำขึ้นตั้งไฟปานกลาง จน peaches นิ่มประมาร 10นาที นำลงจากเตา ปล่อยให้เย็น

2.เปิดเตาอบที่ 425°F (220°C).

3. ใส่ แป้ง ผงฟู น้ำตาลและเกลือ ลงในอ่างผสมขนาดกลาง คนให้เข้ากัน ด้วยที่ตีไข่ เทครีมลงไป คนให้เข้ากันจะแป้งเป็นก้อน เอา dough ออกจากอ่าง วางลงบนพื้นที่ โรยแป้งไว้เล็กน้อย นวดทบไปมาประมาณ 8 ครั้ง ตบแป้งให้แบนประมาณ ½ นิ้ว ตัดแป้งด้วยbiscuit cutterขนาด 3-นิ้ว กอบเศษแป้งที่เหลือรวมกันแล้วตัดจนได้ 6 อัน วางลงในถาด โดยมีช่างว่างระหว่างกันประมาณ 1นิ้ว ทาด้านบนด้วยนม นำเข้าอบ จนเหลืองสวย ประมาณ 15 นาที

4. แบ่ง Shortcakes เป็น 2ส่วน โดยวางส่วนล่างไว้ในจาน และราด peaches topping ไว้บน Shortcakes วางส่วนบนของ Shortcakes ลงบน peaches topping แล้ว ใส่ whipped cream(ที่ตีแล้ว)ลงในจาน เสิร์ฟทันที

Recipe from:"Biscuit Bliss: 101 Foolproof Recipes for Fresh and Fluffy Biscuits in Just Minutes" by James Villas

Tuesday, November 20, 2007

Poppy Seed Fruitcake

“poppy seed” อีกแล้วค่ะ ความนี้เป็น adaptation จาก “Lemon Verbena Scented Fruitcake” ในหนังสือ The Professional Pastry Chef: Fundamentals of Baking and Pastry โดย Bo Friberg,ใน original recipe จะเน้นกกลิ่นที่มาจาก lemon verbena, แต่สำหรับตัวเอง poppy seed เป็นตัวเอกค่ะ ส่วนตัวชอบ fruitcake ที่มีผลไม้แห้งเยอะๆ แต่ไม่ถึงกับเป็นก้อนผลไม้แห้งนะค่ะ แล้วก็ไม่ค่อยชอบ green, red candied cherry ด้วย. ก็เลยชอบเค้กสูตรนี้ (อย่างหนึ่งคือทำเอง จะใส่อะไรก็ได้ จะ ไม่ใส่อะไรก็ได้ ตามใจตัวเองค่ะ) ปรับสูตรนิหน่อยโดยการใส่ candied mango และ apricot แห้งลงไปด้วย พอดีคุณแม่ไม่ชอบ พวก spice ก็เลยไม่ใส่ค่ะ แต่ก็ใส่ลงมาในสูตรเพื่อใครจะชอบนะคะ สูตรนี้ไม่มี brandy นะคะ ทานได้ทุกคน ตลอดปีเลย, เป็นของโปรดของหลานชายค่ะ



Poppy Seed Fruitcake

( เค้กผลไม้ใส่ Poppy Seed )

ทำได้ 2 ก้อน 25 x 7.5 x 7.5 cm




Candied mango 55 g

Dried currants 85 g

Light raisins 85 g

Candied orange peel, หั่นเป็นสี่เหลี่ยมเล็ก 55 g

Dried apricot, หั่นเป็นสี่เหลี่ยมเล็ก 55 g

Dark rum 60 ml

เนยจืด 340 g

น้ำตาลทราย 340 g

ไข่แดง 6

แป้งเค็ก 340 g

ผงฟู 2 ช้อนชา

เกลือ1 ช้อนชา

Poppy seeds 85 g

ไข่ขาว 6

Ground ginger ½ ช้อนชา

Ground nutmeg ½ ช้อนชา

Ground doves ½ ช้อนชา


ใส่ Candied mango, currants, raisins, candied orange peel, และ dried apricot ไว้ในชาม ใส่ rum แล้วคนให้เข้า กัน ปิดด้วยพลาสติก แล้วทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องประมาณ 1 ชั่วโมง

เปิดเตาอบไว้ที่อุณหภูมิ 190°C. รองพิมพ์ขนมด้วยกระดาษไข และทาเนยบางๆ

ใส่เนย, นำ้ตาลครึ่งส่วน(170g), และไข่แดง ลงในอ่างผสม. ตีจนเนยขึ้นฟู ร่อนแป้ง ผงฟู, spices (ถ้าใช้), และเกลือ; ใส่ poppy seed ผสมแป้งรวมกับผลไม้แห้ง (เพื่อไม่ให้ผลไม้ตกลงด้านล่างของเค้ก และช่วยให้แต่ละชิ้นแยกกัน).

ตีไข่ขาวกับน้ำตาลที่เหลือจนตั้งยอกอ่อน นำครึ่งหนึ่งของไข่ขาวใส่ลงไปในส่วนของเนยแล้วตามด้วย ใส่ส่วนผสมของแป้งและผลไม้แห้ง ตะล่อมให้เข้ากัน แล้วใส่ ไข่ขาวให้หมด ตะล่อมให้เข้ากันจนทั่ว

แบ่งส่วนของแป้งลงในพิมพ์ที่เตรียมไว้ นำเค้กเข้าอบประมาณ 1 ชั่วโมง หรือจนกระทั่งเค้ก ไม่ยุบตัวเวลาแตะเบาๆ (หรือใช้ไม้จิ้มก็ได้ค่ะ ถ้าไม่มีเศษเหลวๆติดออกมาก็คือใช้ได้) เอาเค้กออกจากเตาตั้งทิ้งไว้สักครู่แล้วจึงนำออกจากพิมพ์

(จะโรยด้วย powdered sugar นิดหน่อยก็ได้ แต่ส่วนตัวทานโดยไม่เพิ่มอะไรแล้วค่ะ)

Adaptation recipe from: “The Professional Pastry Chef: Fundamentals of Baking and Pastry” by Bo Friberg


The Professional Pastry Chef



เป้นคนที่ชอบตำราอาหารแบบ professional baking มากเลยค่ะ(จะใช้มากอยู่ 2เล่มค่ะคือ Baking and Pastry: Mastering the Art and Craft โดย Culinary Institute of America และ The Professional Pastry Chef: Fundamentals of Baking and Pastry โดย Bo Friberg ,อีกเล่มหนึ่งจาก Bo Friberg เหมือนกันคือ The Advanced Professional Pastry Chef เล่มนี้ไม่ค่อยได้ใช้ค่ะ แต่ซื้อมาเพราะชอบเล่มแรกของเขามาก ส่วนอีกเล่ม About Professional baking โดย Gail Sokol ได้อ่าน review ใน amazon แล้วก็เลยซื้อ แต่ไม่เคยลองทำอะไร จากเล่มนี้เลย แต่ว่าหนังสือมีข้อมูลเยอะมากค่ะ ) , ตำราอาหารเหล่านี้แตกต่างจาก TV chefs’ หรือ food writers’ นะคะ เพราะมีข้อมูลมากมาย ที่ควรจะรู้หากต้องการเป็น pastry chef หรือทำงานใน commercial kitchen การอ่านหนังสือเหล่านี้ช่วยเพิ่มความรู้มากเลย มี recipes มากมายหลายแบบ ที่ไม่เจอในตำราอาหารเล่มอื่น เช่นการทำ mascarpone cheese, ricotta cheese, sweetened condensed milk (นมข้นหวาน), fondant และพวกส่วนประกอบพื้นฐาน ของ pastry kitchen (ก็พอจะเข้าใจค่ะว่าคงไม่ใช่ทุกคน ที่จะลองทำของพวกนี้ที่บ้าน แต่รู้ไว้ก็ดีนะคะ) วิธีการทำขนมเขียนไว้อย่างละเอียด และสูตร เชื่อถือได้ ไม่ใช่ว่าเป็นคน serious นะคะ แต่ รู้สึกเหมือน มีเพื่อน(หรือครู) ที่ไว้ใจได้ อยู่ด้วย เพราะบางทีที่ได้สูตรใหม่ๆมาก็จะมาอ่านรายละเอียด หรือวิธีทำในหนังสือพวกนี้ด้วยค่ะ ช่วยให้มั่นใจมากขึ้น

แต่ก็มีข้อเสียนิดหน่อยค่ะ ตรงที่ สูตรส่วนใหญ่ จะเป็น large scale size เพราะเขียนไว้เพื่อใช้ใน commercial kitchen เวลาจะลองทำอะไร ก็ต้องมา scale down มันด้วย แล้วก็เคยคำนวณ พลาดผลก็เลยออกมาไม่ดีเท่าไร (แต่ว่าหนังสือ The Professional Pastry Chef: Fundamentals of Baking and Pastry ของ Bo Friberg, จะมีสูตร small scale in some recipe ให้ในบางสูตรนะคะ แล้วก็น่าสนใจตรงที่เขามีเรื่องเล่าในแต่ละ สูตรด้วย ก็เลยขอบเป็นพิเศษ). รูปปภาพค่อนข้างน้อยกว่าตำราอาหารทั่วไป ไม่มีอะไรให้เกิดแรงบันดาลใจเท่าไหร่ แล้วหนังสือหนักด้วย แต่ก็รักหนังสือพวกนี้มากเลยค่ะ

Monday, November 19, 2007

The Pastry Queen

Royally Good Recipes from the Texas Hill Country's Rather Sweet Bakery & Cafe

โดย Rebecca Rather

ได้หนังสือเล่มนี้มานานแล้วค่ะ แต่ไม่เคยลองทำอะไรสักที (จริงๆมีมากไปจนลองไม่หมดมากกว่านะคะ ทั้งชีวิตก็คงไม่หมด), จริงๆชอบหน้าปกของหนังสือมาก (อันนี้เป็นเหตุผลที่แย่มากค่ะ แต่ต้องยอมรับความจริง) แต่หนังสือก็มีสูตรดีๆ เยอะนะคะ รูปก็น่ารักดี เป็นรูปของบรรยาการในร้าน (ดูแล้วลูกค้าของ Rather Sweet Bakery & Cafe จะมีความสุขมาก)ชอบดูค่ะ แต่วันนี้จะลองทำสักอย่างแล้วค่ะ เริ่มต้นด้วย Rather Rich Corn Muffins (มัฟฟินข้าวโพด) จาก:The Pastry Queen: Royally Good Recipes from the Texas Hill Country's Rather Sweet Bakery & Cafe



Rather Rich Corn Muffins

มัฟฟินข้าวโพด

ทำได้ 2 โหลค่ะ

พอดีแปลงสูตรจาก ถ้วยตวงเป็นตวงน้ำหนักนะคะ เพราะง่าย และแน่นอนกว่า แต่ก็ยังใส่มาให้ เพื่อใครชอบตวงมากกว่านะคะ มัฟฟินสูตรนี้ไม่ค่อยหวาน แล้วก็ง่า่ย เอาไว้ทานกับอาหาร หรือทานเป็นอาหารเช้าได้ค่ะ(ถ้าจะให้ดีใช้เมล็ดข้าวโพดแบบกระป๋องจะนิ่มกว่าแบบสดค่ะ)



เนยจืด, ละลาย 170 กรัม / ¾ ถ้วย

Whipping cream 3 ถ้วย

ไข่ 3

แป้งอเนกประสงค์ 400 กรัม / 3½ ถ้วย

Coarse cornmeal (ข้าวโพดป่น ที่ใช้ทำpolenta)

(เพิ่มอีกนิดหน่อยไว้โรยหน้าด้วยนะคะ) 230 กรัม / 1½ ถ้วย

น้ำตาล 200 กรัม / 1 ถ้วย

ผงฟู 2 ช้อนโต๊ะ

เกลือ ½ ช้อนชา

เมล็ดข้าวโพดสด หรือ แบบกระป๋อง (ใส่ก็ได้ไม่ใส่ก็ได้ค่ะ) 140 กรัม / ½ ถ้วย

เปิดเตาอบไว้ที่ 180°C. ทาเนยให้ทั่ว muffin cups หรือ รองด้วยถ้วยกระดาษ

ใส่แป้ง , cornmeal, น้ำตาล, ผงฟู, และ เกลือลงในชามคนให้เข้ากัน เทเนย ครีม และไข่ส่งในอ่างผสม ตีให้เข้ากันด้วยหัวตีใบพัด

ใส่ส่วนผสมของ แป้งที่ด้านบน ตีด้วยความเร็วปานกลาง จนเข้ากันดี ใส่เมล็ดข้าวโพด แล้วใช้ที่ตักไอศครีม (ice cream scoop) ขนาดกลาง ตักใส่พิมพ์ ประมาณ 3 ใน 4ของพิมพ์ โรยด้วย cornmeal

อบมัฟฟิน ประมาณ 12-15 นาที (แต่ที่ทำเองใช้เวลา 17 นาทีค่ะ), จนเหลืองสวย; พอกดเบาๆ ก็จะเด้งนิดๆ นะคะ เสริฟ ตอนร้อน (อร่อยที่สุดก็ตอนนี้ละค่ะ).

Tip จากหนังสือ: ตัวแป้งที่ผสมแล้ว นำไปแช่ตู้เย็น (ใส่กล่องปิดให้ดีนะคะ)จะอยู่ได้ 3 วัน แต่เวลาอบต้องเพิ่มเวลานิดหน่อยค่ะ ประมาณ 3-5 นาที เพราะตัวแป้งจะเย็นกว่าปรกติค่ะ

Recipe from:"The Pastry Queen: Royally Good Recipes from the Texas Hill Country's Rather Sweet Bakery & Cafe" by Rebecca Rather and Alison Oresman

Sunday, November 18, 2007

Great Coffee Cakes, Sticky Buns, Muffins & More: 200 Anytime Treats and Special Sweets for Morning to Midnight


by Carole Walter




ได้หนังสือใหม่อีกแล้วค่ะ คราวนี้เป็น “Great Coffee Cakes, Sticky Buns, Muffins & More” โดย Carole Walter เป็นเล่มที่ 2 ของCarole Walterที่ ซื้อเล่มแรกเป็น “Great Cookies: Secrets to Sensational Sweets” ที่สูตรทำแล้วออกมาดี ก็เลยเชื่อใจ ได้มาจาก Kinokuniya เช่นเคยค่ะ (ไม่ได้ค่าโฆษณานะคะ แต่ไปบ่อยจริงๆ ถ้าใครไปก็อาจได้เจอกัน อ้อสาขา Isetan นะคะ) หนังสือเหมาะสำหรับคนที่ชอบ home baking sweets ค่ะประมาณ breakfast buns กับเค้กที่ไม่แต่งหน้า อะไรพวกนั้น แต่รูปน้อยค่ะ ดังนั้นไม่เหมาะกับคนชอบดูรูป ก่อนแล้วลงมือทำ พอซื้อมาก็ลองทำไปแล้วค่ะ แต่หวานไปหน่อย จะเอามาลงให้ดูต่อจาก นี้นะคะ

Update17/12/07: ครัมบัน CRUMB BUNS

Update 06/01/08:ขนมปังหน้าครีมชีสและอัลมอนล์

Breakfast, Lunch, Tea: The Many Little Meals of Rose Bakery

by Rose Carrarini




Rose bakery มีชื่อเสียงในเรื่องอาหารที่ดีต่อสุขภาพค่ะ (simple and healthy foods) พออ่านเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ จากAmazon ก็เกิดอาการอยากได้ขึ้นมาเลยค่ะ เพราะว่าโดยส่วนตัวคิดเหมือนกันว่า อาหารที่ดีไม่ได้หมายความว่าแพง แต่ทำให้เรามีความสุขทั้งกายและใจได้

หนังสือมีรูปเยอะมาก ส่วนใหญก็เป็นบรรยากาศในร้าน รูปขนม อาหาร แล้วก็สูตรอาหารที่เด่นๆของร้าน

แต่ที่ทำให้ชอบมากขึ้น ก็เพราะ motto ของ Rose Carrarini ที่บอกว่า “Life is improved by great food and great food can be achieved by everyone.” เพราะเธอเชื่อในความสำคัญของอาหาร ที่มีผลต่อชีวิตของคนเรา ซึ่งปรากฏในวิธีการที่ Rose bakery จะใช้ วัตถุดิบที่เป็น organic เท่าที่จะทำได้ เพราะ เธอเห็นคุณค่าของสุขภาพค่ะ อีกส่วนหนึ่งคือการที่เธอทำขนมโดยใช้น้ำตาลเท่าที่จำเป็น (ไม่อร่อยก็ไม่ไหวใช่ไหมคะ) และแนะนำให้ลดน้ำตาลในสูตรของเราเอง ซึ่งโดยส่วนตัวเพราะไม่ชอบขนมหวานจัดเลยต้องทำเอง เวลาทำขนมมักจะลดประมาณ 10% ของที่สูตรให้มาอยู่แล้ว ก้เลยรู้สึกดีกับหนังสือมากขึ้น

ถ้าคุณเป็นคนที่ ชอบอาหารหรือขนมที่ไม่หนักมากก็เป็นหนังสือที่เหมาะทีเดียวค่ะ


Update 7 ธค : ทดลองสูตร ทาร์ต เกาลัด กับ ไวท์ช็อคโกแลต


To read in English Click: Breakfast, Lunch, Tea: The Many Little Meals of Rose Bakery

Cupcakes !

By Elinor Klivans
Photographs by
France Ruffenach

เล่มนี้เพิ่งซื้อมาจาก Kinokuniya เมื่อเดือนที่แล้วเองค่ะ หนังสือสวย+น่ารักมากๆ (จริงจริงแล้วชอบ design ของหนังสือมาก) ให้สีได้่น่ารักดี cupcake ในเล่มก็น่ารักเหมือนกัน สูตรดูจะไม่ยากมาก มีหนังสือเกี่ยวกับ คัพเค้ก หลายเล่มแล้ว แต่ส่วนใหญ่จะเน้นแต่งหน้ามากกว่าเน้นตัวขนม

แต่ว่าที่ในหนังสือบอกให้เก็บ chocolate ที่อุณหภูมิห้องเราคงทำไม่ได้หรอกค่ะ ก็อากาศร้อนขนาดนี้ ส่วนตัวเองเก็บในตู้เย็นตลอดเลย แต่มักจะซื้อเยอะๆเลย เพราะหลานชอบมาก บางทีกินหมดก่อนเราจะได้ทำขนมซะอีก แต่หวังว่าสูตรของเล่มนี้จะดีนะคะ ไว้ลองทำเมื่อไหร่จะมา Postให้ดูค่ะ

To read in English Click Cupcakes !

Printfriendly